
ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง
ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย” ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...ว.เชิงดอย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4195
KEY
POINTS
- มูดี้ส์ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น "มีเสถียรภาพ" และคงอันดับที่ Baa1 ถือเป็นสัญญาณบวก ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง และ ราคาน้ำมัน
- ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเมืองที่ชัดเจนขึ้นหลังการจัดตั้งรัฐบาล การส่งออกปี 2568 ที่ขยายตัวดี และการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- ข่าวดีอีกเรื่องคือ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กำหนดประชาชนจ่าย 40 รัฐจ่าย 60 เพิ่มระยะเวลาจาก 2 เดือน เป็น 4 เดือน จ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวมเป็น 4,000 บาท
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,195 ระหว่างวันที่ 26-29 เม.ย. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย
*** ในห้วงเวลาที่โลกกำลังร้อนระอุ ไม่ต่างจากอุณหภูมิบ้านเรา ทั้งจากแรงปะทะของ “สงครามตะวันออกกลาง” ไปจนถึง “ราคาพลังงาน” ที่ไต่ระดับสูงขึ้น ข่าวดีของ “เศรษฐกิจไทย” อาจไม่ได้หวือหวา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี อย่างน้อยที่สุด การที่ “มูดี้ส์” สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ “เครดิตเรตติ้ง” ระดับโลก ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” พร้อมคงอันดับไว้ที่ระดับ Baa1 ก็เปรียบเสมือน “สัญญาณบวก” ในวันที่หลายประเทศยังต้องฝ่าคลื่นลมแรง
*** การปรับมุมมองของ “มูดี้ส์” ครั้งนี้ ได้ปัจจัยหนุนจากความเสี่ยงภายนอกที่ลดลง โดยเฉพาะกำแพงภาษีสหรัฐที่แรงกดดันลดลง ในขณะที่การส่งออกไทย ปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 11.9% จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก อีกปัจจัยที่มูดี้ส์ตัดสินใจขยับ Outlook ไทยขึ้นไปเท่ากับเมื่อต้นปีที่แล้ว คือ ความชัดเจนทางการเมือง
โดยชี้ว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภาช่วยลดความผันผวนทางการเมือง และเพิ่มโอกาสในการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันไทยยังเริ่มเห็นการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน ในปี 2568 เติบโตสูงถึง 66% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะยาว
*** แต่ “มูดี้ส์” ก็เตือนว่า ไม่ควรประมาทเกินไป เพราะภายใต้ความกังวลที่ลดลง ไทยยังคงต้องเผชิญกับ “ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ” โดยคาดการณ์ว่า จีดีพีของไทย ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.5% และในปี 2570 ก็อาจจะโตได้เพียงแค่ 2.2% ถือว่าค่อนข้างต่ำ ปัญหานี้มีรากฐานมาจากโครงสร้างที่อ่อนแอ ทั้งการขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน “หนี้ครัวเรือน” ที่อยู่ในระดับสูง และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ลดลงจาก 3% ในช่วงก่อนโควิด-19 เหลือเพียงประมาณ 2.5%
*** อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า แสดงให้เห็นว่า พื้นฐานของประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง ดังนั้นเราต้องเสริมความแข็งแกร่งนี้ขึ้นไป การที่เขาจัดลำดับดีขึ้นมา ทำให้เรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศในทุกมิติจะทำให้มีผลที่ดีขึ้น
*** อย่างไรก็ตาม “ว.เชิงดอย” เห็นว่า การที่ไทยได้ “เครดิตเชิงบวก” ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง หากแต่เป็นเพียง “บันไดขั้นแรก” ที่เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติกล้าตัดสินใจมากขึ้น เมื่อความเสี่ยงลดลงในสายตา “มูดี้ส์” ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศก็มีแนวโน้มดีขึ้น ความเชื่อมั่นในพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้น และที่สำคัญคือ “เม็ดเงินลงทุนโดยตรง” (FDI) มีโอกาสไหลเข้าได้ง่ายขึ้น แต่ภาพใหญ่ยังไม่ใช่เรื่องให้วางใจ
เพราะอีกด้านหนึ่ง “แรงกดดัน” กำลังถาโถม ทั้งสงครามที่กระทบราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ...จังหวะนี้รัฐบาลต้องเร่งแปลง “ความเชื่อมั่น” ให้เป็นการลงทุนจริง ภาคเอกชนต้องแปลงโอกาสให้เป็นการขยายธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจต้องแปลงเสถียรภาพให้เป็นการเติบโต
*** รอช้าไม่ได้...และแล้ว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็ได้ออกมาประกาศชัด “โครงการคนละครึ่งพลัส” จะเปิดลงทะเบียนได้ช่วงเดือน พ.ค. 2569 และเริ่มใช้จ่ายจริงได้ 1 มิ.ย. 2569 โดยรอบนี้จะเน้นช่วยเหลือแบบ “เยียวยา” เปลี่ยนชื่อโครงการจาก “คนละครึ่งพลัส” เป็น “ไทยช่วยไทยพลัส” ประชาชนจ่าย 40 รัฐจ่าย 60 เพิ่มระยะเวลาจาก 2 เดือน เป็น 4 เดือน ทั้งนี้จะจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวมเป็น 4,000 บาท
*** “เอกนิติ” ย้ำว่า กระทรวงการคลังได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับรองรับวิกฤตเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจลากยาว และส่งผลกระทบต่ออเงินเฟ้อ และ จีดีพี เป็นบกลาง 2.5 หมื่นล้านบาท และ การทำ พ.ร.บ.โอนงบ 2569 ซึ่งจะเริ่มเห็นตัวเงินชัดหลัง 30 เม.ย.นี้
นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินสูงสุด 5 แสนล้านบาท ในช่วงเดือน เม.ย. ถึง ก.ย.เพื่อเป็นเครื่องมือรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และเพื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยจะไม่มีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ของจีดีพี เนื่องจากยังมีช่องว่างทางการคลังเพียงพอ...







