
จริงเหรอ...ตลาดหุ้นไทย จากตัวประกอบกลายเป็น“พระเอก”
จริงเหรอ...ตลาดหุ้นไทย จากตัวประกอบกลายเป็น“พระเอก” : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวขึ้นเกือบ 6% ในเดือนพฤษภาคม 2569 กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเอเชียในช่วงเวลาดังกล่าว
- การฟื้นตัวได้รับแรงหนุนจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้ามาในฐานะตลาดที่ยังเติบโตช้า (Laggard)
- หุ้นกลุ่มที่ขับเคลื่อนดัชนีหลักๆ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, กลุ่มโรงไฟฟ้า และ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ
*** ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในเดือนพฤษภาคม 2569 กลับมาสร้างความหวังให้กับนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากหลายปีที่ผ่านมา ประเทศต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่ปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลก สงครามตะวันออกกลาง และกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้ประเทศไทยอยู่ในสภาพ “ไม่โต...แต่ไม่ตาย” มาหลายปี
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากดัชนี SET Index ที่ลงไปแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,463 จุด ก่อนจะทะยานกลับขึ้นมาเหนือระดับ 1,560 จุด หรือเกือบๆ 6% จนกลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเอเชีย ภายในเวลาไม่ถึง 4 สัปดาห์
หากมองย้อนกลับไปในช่วงต้นปี ตลาดหุ้นไทยมักจะถูกปรามาสว่า เป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนรั้งท้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทว่าในเดือนพฤษภาคม 2569 ภาพดังกล่าวได้ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง
แต่เมื่อเรานำอัตราการเติบโตในรอบเดือนนี้ ไปเปรียบเทียบกับสัดส่วนการเติบโตของดัชนีหุ้นในประเทศคู่แข่งและเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย จะเห็นภาพการนำโด่งของ SET Index อย่างชัดเจน ดังนี้:
SET Index (ไทย): ปรับตัวเพิ่มขึ้น +5.97% นำตลาดด้วยแรงหนุนรอบด้านทั้งปัจจัยในและต่างประเทศ
Nikkei 225 (ญี่ปุ่น): ปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.87% ได้รับอานิสงส์จากกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ยังคงร้อนแรงทั่วโลก
SENSEX (อินเดีย): ปรับตัวเพิ่มขึ้น +1.42% เติบโตอย่างสม่ำเสมอตามโครงสร้างเศรษฐกิจภายในที่แข็งแกร่ง
SSE Composite (จีน): ปรับตัวเพิ่มขึ้น +0.96% ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลปักกิ่ง
PSE Composite (ฟิลิปปินส์): ปรับตัวเพิ่มขึ้น +0.80% ทรงตัวในทิศทางบวกตามแรงซื้อเก็งกำไรระยะสั้น
Jakarta Composite (อินโดนีเซีย): ปรับตัวเพิ่มขึ้น +0.72% ชะลอตัวลงเล็กน้อยหลังจากเงินทุนบางส่วนไหลออกไปหาตลาดที่ Laggard (ราคายังขึ้นไม่ขึ้น)
FTSE STI (สิงคโปร์): ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง +0.05% ได้รับแรงกดดันจากตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนเมษายน ที่ชะลอตัวลงและแรงกดดันด้านต้นทุนสินค้านำเข้า
FBMKLCI (มาเลเซีย): ปรับตัวลดลง -0.24% สวนทางตลาดภูมิภาคจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์
สิ่งเจ๊เมาธ์มองว่าน่าสนใจรอบนี้ คือ ไม่ใช่เรื่องของการรีบาวด์แบบ “เด้งเพื่อขาย” เหมือนหลายครั้งที่เคยเป็น แต่เป็นการฟื้นตัวที่มีทั้งปัจจัยต่างประเทศ และปัจจัยในประเทศเข้ามาหนุนพร้อมกัน มีเม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลกลับเข้ามาอย่างจริงจัง ซึ่งสะท้อนชัดว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมามองไทยในฐานะ “Laggard” หลังจากราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวขึ้นช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นเวลานาน
เจ๊เมาธ์มองว่า เงินทุนรอบนี้ไม่ได้ไหลเข้ามาแบบกระจายมั่ว ๆ แต่เลือกเข้าหาหุ้นที่ได้ประโยชน์ชัดเจน จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย
กลุ่มแรกคือ “หุ้นอิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งกลับมาเป็นดาวเด่นอีกครั้ง หลังตลาดเริ่มเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกอาจผ่านจุดแย่ที่สุดไปแล้ว ประกอบกับกระแส AI และ Data Center ที่ยังร้อนแรงทั่วโลก ทำให้ DELTA กลับมาเป็นหัวหอกสำคัญในการลากดัชนีอีกครั้ง ขณะที่ HANA และ KCE ก็ได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อที่เริ่มฟื้นตัว รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่ทรงตัวดีขึ้น
กลุ่มที่สองคือ “โรงไฟฟ้า” ซึ่งพลิกจากบท “ผู้ร้ายกลายเป็นพระเอก” เนื่องจากเคยถูกกดดันอย่างหนัก จากต้นทุนก๊าซและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่เมื่อกระแสข่าวการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน เริ่มชัดเจน ราคาน้ำมันดิบโลกจึงย่อตัวลงทันที ส่งผลให้ Margin ของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ GULF ที่กลายเป็นหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายโดดเด่นที่สุดตัวหนึ่งของตลาด ขณะที่ BGRIM และ GPSC ก็ถูกแรงซื้อไล่กลับเข้ามาอย่างชัดเจน
ส่วนกลุ่มที่สาม คือ อานิสงส์โดยตรงจากมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพราะมีลักษณะคล้ายมาตรการ Co-payment ที่รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ครอบคลุมผู้มีสิทธิ์กว่า 30 ล้านคน ส่งผลให้ MTC, SAWAD และ TIDLOR ได้อานิสงส์ เนื่องจากลูกหนี้มีกำลังในการชำระหนี้ดีขึ้น
รวมถึง CBG และ OSP จากกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังซึ่งเป็นขวัญใจกลุ่มผู้ใช้แรงงานและผู้มีรายได้น้อย ส่วน SNNP และ ICHI จะมียอดขายโตตามดัชนีการบริโภค ขณะที่ CPALL, BJC และ CPAXT ก็ได้จากการจับจ่ายใช้สอยสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน
แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหญ่เต็มตัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทิศทางของตลาดเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมามองไทยอีกครั้ง ขณะที่นักลงทุนในประเทศเองก็เริ่มกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เจ๊เมาธ์ก็ยังอยากเตือนนักลงทุนว่า ตลาดที่ปรับตัวขึ้นแรงเกือบ 6% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ย่อมมีโอกาสพักฐานได้ทุกเมื่อ ดังนั้น กลยุทธ์ที่น่าสนใจในช่วงนี้ อาจไม่ใช่การวิ่งไล่ราคาหุ้นที่ขึ้นมาแรง ...แต่ควรหันไปมองหุ้น Laggard ที่ยังขึ้นน้อยกว่าตลาด หรือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศแทน
เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดหุ้นไม่เคยให้รางวัลกับคนที่ “วิ่งตามอารมณ์” แต่ให้รางวัลกับคนที่ “มองเกมออกก่อนคนอื่น”
เอาเป็นว่า วันนี้ เจ๊เมาธ์ ขอตัวไปลงทะเบียนรับสิทธิ์ช่วยชาติ พร้อมนั่งเปิดพอร์ตหาหุ้นปันผลสวย ๆ ติดไม้ติดมือก่อนดีกว่า ส่วนใครจะขึ้นรถทันหรือไม่ รอบนี้คงต้องวัดกันที่ “สติ” มากกว่า “ความเร็ว” แล้วล่ะเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







