
Data Center ได้คุ้มเสียหรือไม่...ประชาชนได้ประโยชน์จริงแค่ไหน
Data Center ได้คุ้มเสียหรือไม่...ประชาชนได้ประโยชน์จริงแค่ไหน? : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- การลงทุน Data Center มูลค่ามหาศาลกำลังผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัล แต่ก็เกิดคำถามถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างแท้จริง
- ข้อกังวลหลัก คือ การใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล ที่อาจกระทบค่าไฟของประชาชน และการสร้างงานทักษะสูงให้คนไทยได้ในวงจำกัด
- รายได้และกำไรส่วนใหญ่จากธุรกิจถูกส่งกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ ทำให้เกิดคำถามว่า ไทยควรมีกติกาที่รัดกุมขึ้นเพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด แทนที่จะเป็นเพียงผู้ให้ใช้ทรัพยากร
*** ประเทศไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญของการลงทุนด้าน Data Center และ Cloud Infrastructure ของโลก หลังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงเดือนมีนาคม 2569 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วถึง 54 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.716 ล้านล้านบาท ขณะที่ล่าสุด TikTok ยังเตรียมลงทุนเพิ่มเติมอีกกว่า 8.42 แสนล้านบาท เพื่อใช้ประเทศไทย เป็นฐาน Data Center และ Cloud Infrastructure หลักในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
แน่นอนว่า ด้วยตัวเลขระดับ “ล้านล้านบาท” ทำให้เจ๊เมาธ์มองว่า นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะ Data Center เปรียบเสมือน “สมอง” ของโลกยุคใหม่ และทุกอย่างล้วนต้องอาศัยศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด
หากมองในเชิงบวก การที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จำนวนมากเลือกเข้ามาตั้งฐานในไทย ก็สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังถูกยกระดับขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งใหม่ของอาเซียน เพราะไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่กึ่งกลางภูมิภาค มีโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อหลายประเทศ ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพสูง รวมถึงมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ที่สามารถดึงดูดนักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เริ่มมีคำถามตามมามากขึ้นว่า เม็ดเงินลงทุนนี้คุ้มค่าจริงหรือไม่ และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน
หากมองในเรื่องของการจ้างงาน จะพบว่า แม้ธุรกิจ Data Center แต่ละแห่งจะลงทุนกันในระดับหลายหมื่นล้านบาท แต่กลับจ้างพนักงานประจำซึ่งเป็นแรงงานไทยเพียงหลักร้อยคนเท่านั้น โดยงานที่คนไทยมีโอกาสเข้าไปทำ ส่วนใหญ่อาจเป็นงานด้านก่อสร้าง งานดูแลอาคาร งานรักษาความปลอดภัย หรือ พนักงานดูแลระบบพื้นฐาน
ขณะที่ตำแหน่งงานสำคัญระดับสูงอย่างวิศวกร AI, Cloud Architect หรือ System Engineer มักต้องใช้ทักษะเฉพาะทางสูงมาก บริษัทต่างชาติซึ่งเป็นเจ้าของ Data Center ก็มักนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาบริหารระบบเอง
เรื่องที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือ “พลังงาน” เพราะหากศึกษาธุรกิจนี้อย่างละเอียดจะพบว่า Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในยุค AI ที่เซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่และระบบ GPU ต้องประมวลผลข้อมูลตลอดเวลา จนเกิดความร้อนสะสมสูงมาก ส่งผลให้ต้องใช้ระบบหล่อเย็นขนาดใหญ่ทำงานควบคู่กันตลอด 24 ชั่วโมง
มีข้อมูลจากหลายสถาบันระบุว่า Data Center ขนาดใหญ่เพียง 1 แห่ง อาจใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าบ้านเรือนตั้งแต่ 15,000 ถึง 75,000 หลัง ขณะที่สัดส่วนการใช้ไฟของเซิร์ฟเวอร์ AI ภายใน Data Center ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะพุ่งจาก 21% ในปี 2568 ไปแตะระดับ 44% ภายในปี 2030 ซึ่งหากไม่มีการบริหารจัดการหรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องนี้อาจกลายเป็น “คอขวดใหม่” ของเศรษฐกิจดิจิทัล และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “ประเทศไทยจะหาพลังงานจากที่ไหน” และ “ใครจะเป็นคนแบกรับต้นทุนเหล่านั้น” เพราะหากในอนาคตต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ขยายระบบสายส่ง หรือเร่งลงทุนพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ เพื่อรองรับ Data Center โดยเฉพาะ ใครจะสามารถรับประกันได้ว่า ต้นทุนเหล่านี้จะไม่ถูกผลักกลับมายังประชาชนในรูปแบบของค่า FT ในท้ายที่สุด
พูดกันตรงๆ ก็คือ...ใครจะรับประกันได้ว่า คนไทยจะไม่ต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนทางอ้อมจากการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้
นอกจากนี้ ยังต้องยอมรับว่า รายได้หลักจากบริการ Cloud และ AI ซึ่งสร้างกำไรมหาศาลนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในประเทศที่เป็นที่ตั้งของ Data Center อย่างประเทศไทย แต่จะไหลกลับไปยังสำนักงานใหญ่ของบริษัทแม่ในต่างประเทศเป็นหลัก พูดง่ายๆ ก็คือ อาคารตั้งอยู่ในไทย ใช้ไฟจากไทย ใช้ทรัพยากรของไทย แต่รายได้ก้อนใหญ่กลับไม่ได้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากเท่ากับที่หลายคนคาดหวังเอาไว้
เมื่อรวมทั้งเรื่องของการจ้างงาน การใช้พลังงาน รวมถึงรายได้จากการดำเนินกิจการเข้าด้วยกัน จึงทำให้เจ๊เมาธ์เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมหลายประเทศจึงเริ่มเข้มงวดกับการอนุมัติ Data Center มากขึ้นเรื่อยๆ
ในกรณีของสิงคโปร์ ก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยประกาศหยุดอนุมัติ Data Center ใหม่ชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเปิดอีกครั้ง พร้อมเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งการกำหนดเพดานการใช้ไฟ การบังคับใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และ การคัดเลือกเฉพาะโครงการที่มีค่า PUE ต่ำ ส่วนทางมาเลเซียเลือกใช้แนวทาง “พลังงานสะอาดนำการลงทุน” โดยวางกรอบชัดเจนว่าจะต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุน Green Data Center ที่ใช้ไฟจากโซลาร์ฟาร์มโดยตรง
คำถามสุดท้ายของเจ๊เมาธ์ก็คือ หากประเทศไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้งฐาน ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก จ้างงานไม่มากนัก แต่รายได้ส่วนใหญ่กลับไหลออกนอกประเทศ แล้วสุดท้ายประเทศไทยจะได้อะไร และประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จริงมากน้อยแค่ไหน?
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงก็ไม่มีใครปฏิเสธว่า Data Center คือ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และประเทศไทยเองก็ไม่ควรปล่อยให้โอกาสครั้งนี้หลุดมือไปเช่นกัน ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะกำหนด “กติกา” อย่างไร เพื่อให้ประเทศและประชาชนได้รับประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี้อย่างเต็มที่
สุดท้ายแล้ว Data Center จะกลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” หรือเป็นเพียง “เครื่องดูดทรัพยากร” ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลไทยจะวางยุทธศาสตร์ได้รอบคอบมากแค่ไหน เพราะในเวลานี้ดูเหมือนประเทศไทยยังอยู่ในช่วง “เปิดรับก่อน แล้วค่อยวางกติกาตามหลัง”
ในวันที่สงครามเศรษฐกิจดิจิทัลยุค AI กำลังรุนแรงขึ้น ประเทศที่ได้เปรียบที่สุดอาจไม่ใช่ประเทศที่ดึง Data Center เข้ามาตั้งฐานได้มากที่สุด แต่คือ ประเทศที่สามารถทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้กลับมาสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนส่วนใหญ่ได้จริง ทั้งในเรื่องรายได้ คุณภาพชีวิต ค่าไฟ และ ความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวนั่นเองเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์






