
เงินกู้ 400,000 ล้านบาท...ไหนรัฐว่าจะเอาไปลงทุน?
เงินกู้ 400,000 ล้านบาท...ไหนรัฐว่าจะเอาไปลงทุน? : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- รัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและพยุงค่าครองชีพ โดยเน้นกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน ไม่ใช่การลงทุนขนาดใหญ่โดยตรง
- เม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกจัดสรรเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" และ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนที่เหลือใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน
- กลุ่มธุรกิจที่คาดว่า จะได้รับประโยชน์โดยตรง คือ กลุ่มค้าปลีกและสินเชื่อรายย่อย จากการที่ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น
- มีการตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการนี้เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น หากไม่สามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนได้ อาจกลายเป็นภาระหนี้สินของประเทศในระยะยาว
*** การผ่าน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ฉุกเฉินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี เลือกใช้ “ยาแรง” เพื่อรับมือแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่กำลังกดดันทั้งราคาพลังงาน และค่าครองชีพภายในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการพยุงสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นความพยายาม “ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” ก่อนที่แรงกดดันเหล่านี้จะลุกลามจนควบคุมได้ยากในอนาคต
ในมุมมองของเจ๊เมาธ์ การกู้เงินครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นการนำเครื่องมือที่เคยใช้ได้ผลในช่วงโควิด-19 กลับมาใช้อีกครั้ง เพียงแต่ในวันนี้แตกต่างออกไป...เพราะวิกฤตรอบนี้ไม่ได้เกิดจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยตรง แต่เป็นแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ที่ส่งผ่านต้นทุนมายังภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจพร้อมกัน
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของเม็ดเงิน 400,000 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ารัฐบาลวางน้ำหนักไปที่ การ “ประคองกำลังซื้อ” มากกว่าการเร่งขยายเศรษฐกิจ โดยเม็ดเงินจำนวน 120,000 ล้านบาท จะถูกแบ่งให้กับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อใช้กระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้นผ่านรูปแบบ 60:40 ซึ่งจะช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบทันที
ขณะที่อีก 52,000 ล้านบาท ที่อัดฉีดผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนวงเงินที่เหลืออีกกว่า 200,000 ล้านบาท ทำหน้าที่เป็นกันชนเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านพลังงาน และรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เงินจะไหลไปที่ไหน” แต่คือ...เมื่อเงินถูกใช้ไปแล้วจะมีผลลัพธ์อะไรกลับมา ???
ในมิติของตลาดทุน ภาพของกลุ่มที่ได้รับประโยชน์เริ่มปรากฏชัด กลุ่มค้าปลีกอย่าง CPAXT BJC และ CPALL ซึ่งมีเครือข่ายสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึง CRC ที่มีทั้งห้างสรรพสินค้าและธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค จะเป็นด่านหน้าในการรับแรงหนุนจากเม็ดเงินดังกล่าว โดยการใช้จ่ายของประชาชนจะสะท้อนผ่านยอดขายหน้าร้านได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน กลุ่มสินเชื่อรายย่อยอย่าง MTC SAWAD TIDLOR KTC AEONTS NCAP MICRO ASK และ AMANAH ก็มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์ในเชิงคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นของประชาชน จะช่วยให้ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น ส่งผลต่อการควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ซึ่งเคยเป็นประเด็นกดดันในช่วงก่อนหน้า
ด้านกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น GULF BGRIM และ GPSC แม้จะไม่ได้รับเม็ดเงินโดยตรง แต่การที่ภาครัฐมีงบประมาณสำรองสำหรับบริหารจัดการราคาพลังงาน จะช่วยลดความผันผวนของต้นทุนในระบบ และทำให้ความเสี่ยงเชิงนโยบายลดลงในระดับหนึ่ง
สำหรับกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA WHA ROJANA และ PIN แม้จะไม่ได้รับผลเชิงบวกในทันที แต่การมีเงินสำรองทางการคลังขนาดใหญ่ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งกำลังประเมินเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยอย่างใกล้ชิด
ขณะที่กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ BBL KBANK SCB KTB และ TTB ยังคงต้องรักษาสมดุลอย่างระมัดระวัง เนื่องจากมีบทบาทเป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลรายสำคัญ การบริหารระดับหนี้สาธารณะ จึงเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพของภาคการเงินโดยรวม
นอกจากนี้ กลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE ก็เริ่มถูกจับตามองมากขึ้น เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มดิจิทัลและแอปพลิเคชันเป็นหลัก ส่งผลให้ปริมาณการใช้ดาต้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัว
อย่างไรก็ดี แม้มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินจะให้ผลในระยะสั้นอย่างรวดเร็ว แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้านคือ “ความต่อเนื่อง” ของแรงกระตุ้น เพราะเมื่อเม็ดเงินหมดลง หากไม่มีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอื่นเข้ามารองรับ แรงส่งที่เกิดขึ้นก็มีโอกาสชะลอลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อความยั่งยืนของนโยบายลักษณะนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำเม็ดเงินไปต่อยอดที่สร้างรายได้จริง แต่หากเม็ดเงินส่วนใหญ่หมุนเวียนอยู่ในระบบเพียงชั่วคราว โดยไม่ก่อให้เกิดการเติบโตเชิงโครงสร้าง ก็อาจกลายเป็นเพียงการใช้ทรัพยากรเพื่อซื้อเวลา และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น จะกลายเป็นข้อจำกัดในระยะยาว ทำให้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ครั้งนี้จึงเป็นทั้ง “โอกาส” ในการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวรุนแรง และเป็น “ภาระ” ที่ต้องบริหารอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่ามาตรการนี้จะได้ผลหรือไม่ แต่คือ ประเทศไทยจะใช้ช่วงเวลาที่ได้จากการ “ซื้อเวลา” เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวได้มากเพียงใด เพราะในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน หากขาดความชัดเจนในการขับเคลื่อน แค่การมีเพียงเม็ดเงินอาจไม่เพียงพอ
ท้ายที่สุด...ภาระของเงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งประเทศ เพราะหากการบริหารไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หนี้ก้อนนี้ก็จะกลายเป็นภาระที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันแบกรับในระยะยาวนั่นเองเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







