thansettakij
thansettakij
ทำยังไงดี ถ้าอีก 75 ปี กัมพูชา จะแซงหน้าประเทศไทย

ทำยังไงดี ถ้าอีก 75 ปี กัมพูชา จะแซงหน้าประเทศไทย

08 พ.ค. 69 | 04:29 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ค. 69 | 05:08 น.

ทำยังไงดี ถ้าอีก 75 ปี กัมพูชา จะแซงหน้าประเทศไทย : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • กัมพูชามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่สูงกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ไทยกำลังเผชิญกับภาวะเติบโตต่ำเชิงโครงสร้าง
  • ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ (แก่ก่อนรวย) หนี้ครัวเรือนสูง และอุตสาหกรรมหลักเริ่มอิ่มตัว
  • ในขณะที่ไทยยึดติดกับความสำเร็จในอดีตและปัญหาการเมือง กัมพูชากลับได้เปรียบจากโครงสร้างประชากรที่อายุน้อยกว่าและได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

*** ที่ผ่านมาประเทศไทยถูกมองว่าเป็น “พี่ใหญ่” ของกลุ่มประเทศอินโดจีน ทั้งขนาดเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และระดับรายได้ประชากร แต่ในอีกมุมหนึ่ง...ดูเหมือนว่าในวันนี้เราจะยังติดอยู่กับ “ความภูมิใจเดิม ๆ” มากเกินไป เพราะในขณะที่ไทยยังยึดติดกับความสำเร็จเก่า ๆ และในวันที่เรายังเถียงกันไม่จบว่า ใครรักชาติมากกว่าใคร ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม กลับเร่งเครื่องจนเริ่มทิ้งห่างเราไปแล้ว และวันนี้กัมพูชาก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน

คำพูดของ เคซีย์ บาร์เน็ตต์ อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา ที่ระบุว่า “อีก 75 ปีข้างหน้า กัมพูชาอาจมีทั้งเศรษฐกิจ และประชากรแซงหน้าไทยได้” จึงกลายเป็นประเด็นที่ทำให้เราควรต้องหันกลับมาทบทวนว่า จุดแข็งเดิมของไทยที่เคยมีนั้น กำลังค่อย ๆ ถูกกัดเซาะลงหรือไม่ และเราควรปรับตัวอย่างไร

ตัวเลขทางเศรษฐกิจสะท้อนภาพนี้ชัดเจน เพราะในช่วงปี 2015-2025 ตัวเลข GDP ของกัมพูชาเติบโตเฉลี่ยถึง 5.5% ต่อปี ขณะที่ไทยโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี

และในปีล่าสุดตัวเลขเศรษฐกิจไทยโตเพียง 2.1% ขณะที่กัมพูชาโตอย่างน้อย 4.8% ซึ่งตัวเลขที่ต่างกันเพียง 2-3% ต่อปี แม้อาจดูไม่มากในระยะสั้น แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์...หากประเทศหนึ่งเติบโตเฉลี่ย 5-6% ต่อเนื่อง ขณะที่อีกประเทศโตเพียง 2% ช่องว่างทางเศรษฐกิจเดิมจะค่อย ๆ ถูกไล่ทันอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

 

เจ๊เมาธ์มองว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP แต่คือ “อัตราเร่ง” ที่กำลังวิ่งสวนทางกัน เพราะขณะที่ประเทศไทยโตช้าลง แต่ประเทศเพื่อนบ้านกลับโตเร็วขึ้นเรื่อย ๆ

บทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และ World Bank ระบุตรงกันว่า ไทยกำลังเผชิญกับ "ภาวะเติบโตต่ำเชิงโครงสร้าง" ซึ่งเป็นผลมาจากสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ผลิตภาพแรงงานที่ชะลอตัว และการลงทุนภาคเอกชนที่ลดความร้อนแรงลงจากในอดีต 

ในขณะที่กัมพูชาซึ่งอยู่ในช่วงเศรษฐกิจเกิดใหม่ สามารถเติบโตได้รวดเร็วจากฐานที่เล็กกว่า โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้แรงงาน 

ข้อมูลจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ยังชี้ให้เห็นว่า กัมพูชาได้รับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเงินทุนจากจีนที่ไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานหลัก ทั้งถนน ท่าเรือ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจระยะยาว

ในทางกลับกัน ประเทศไทยเริ่มถูกตั้งคำถามถึงศักยภาพในการเติบโตใหม่ ๆ เนื่องจากอุตสาหกรรมหลักที่เคยเป็นหัวหอกสำคัญ ทั้งยานยนต์สันดาป ปิโตรเคมี หรือ อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว

ขณะที่การแข่งขันจากเพื่อนบ้านเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ บ่อยครั้งที่ไทยไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดศักยภาพ แต่พ่ายแพ้ต่อความล่าช้าในกระบวนการรัฐ และปัญหาการเมืองที่ทำให้การวางยุทธศาสตร์ระยะยาวขาดความต่อเนื่อง

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขเศรษฐกิจคือ "โครงสร้างประชากร" ปัจจุบันไทย มีอัตราการเกิดเพียง 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนอย่างมาก ในขณะที่กัมพูชายังอยู่ที่ประมาณ 2.5 แม้จะลดลงจากอดีตแต่ก็ยังสูงกว่าไทยเท่าตัว

เศรษฐกิจในระยะยาวนั้นผูกติดอยู่กับจำนวนแรงงานและกำลังซื้อในอนาคต ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ "แก่ก่อนรวย" อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายถึงภาระสวัสดิการและค่ารักษาพยาบาล ที่จะเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะขาดแคลนแรงงานที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ว่า “กัมพูชาจะแซงไทยได้หรือไม่” แต่คือ “ไทยกำลังสูญเสียความได้เปรียบอะไรไปแล้วบ้าง”
นอกจากภาพรวมใหญ่แล้ว ความตึงเครียดบริเวณชายแดน และการปิดด่านการค้ายังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติม

สถานการณ์มูลค่าการค้าระหว่างไทยและกัมพูชา ในปี 2567 ที่ผ่านมามีตัวเลขสูงถึง 366,730 ล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าอย่างมหาศาล ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้กระทบเพียงกัมพูชา แต่ส่งผลสะเทือนโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทยที่เข้าไปขยายรากฐานในเพื่อนบ้าน

กลุ่มธุรกิจไทยจำนวนมากมีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กลุ่มเครื่องดื่มอย่าง CBG ที่มียอดขายในกัมพูชาสูงถึง 37% ของยอดขายเครื่องดื่มชูกำลัง และมีแผนตั้งโรงงานร่วมทุนที่นั่นในอนาคตอันใกล้ 

ในขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างอย่าง SCCC และ SCC ต่างก็มีฐานการผลิตและรายได้จากกัมพูชาเป็นสัดส่วนที่มองข้ามไม่ได้ 

แม้แต่กลุ่มบันเทิงอย่าง MAJOR กลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, BJC และ CPAXT ต่างก็ขยายสาขาไปรองรับกำลังซื้อที่กำลังเติบโตในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ในภาคพลังงาน OR มีสถานีบริการน้ำมันเกือบสองร้อยแห่ง และ BGRIM ก็มีการลงทุนในพลังงานทดแทน ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BDMS และ BCH ก็เริ่มได้รับผลกระทบจากจำนวนผู้ใช้บริการชาวกัมพูชา ที่ลดลง เนื่องจากความไม่สะดวกบริเวณชายแดน ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย ผูกโยงกับเพื่อนบ้านอย่างลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิด

หมายความว่า สิ่งที่ไทยเคยได้ประโยชน์...ก็กำลังหายไปพร้อมกับความตึงเครียดที่เกิดขึ้น!

เจ๊เมาธ์ไม่ได้บอกว่า ไทยต้องรีบเปิดด่านชายแดนโดยไม่สนใจเรื่องความมั่นคง แต่สิ่งที่เจ๊เมาธ์กำลังส่งสัญญาณก็คือ รัฐบาลควรเร่งหาทางออกให้เร็วที่สุด ภายใต้เงื่อนไขที่ประเทศไทยไม่เสียเปรียบ และสามารถปิดช่องโหว่หรือความเสี่ยงที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้อย่างรัดกุม 

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกำแพง การสร้างแนวป้องกันชายแดน การกำหนดมาตรการควบคุม หรือ ระบบตรวจสอบในรูปแบบใด ก็ต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไทยกับกัมพูชายังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และไม่มีทางย้ายหนีจากกันไปไหนได้

ถึงเวลานี้ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เรื่องที่ว่า “กัมพูชาจะแซงไทยหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยจะเร่งตัวเองกลับขึ้นมาได้ทันหรือไม่” และในขณะเดียวกัน ไทยจะสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างไร

เพราะหากไทยและประเทศรอบข้างต่างฝ่ายต่างเดินกันคนละทิศทาง ขณะที่ไทยยังคง “ยึดติด” อยู่กับความภาคภูมิใจในความสำเร็จเดิม ๆ โดยไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมปฏิรูป หรือ ไม่ยอมพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกขั้น วันหนึ่งความได้เปรียบที่เคยมีอาจค่อย ๆ หายไปโดยไม่รู้ตัว

และใครจะไปรู้ว่า อีก 75 ปีข้างหน้า กัมพูชาอาจแซงหน้าไทยขึ้นมาได้จริงก็เป็นได้ หากวันนั้นมาถึงจริง ๆ ...คนรุ่นหลังจะย้อนกลับมามองพวกเราอย่างไรหละเจ้าค่ะ 

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์