
5 บจ.ดัง ทยอยผิดนัดชำระหนี้ กับสัญญาณอันตรายถึงเศรษฐกิจไทย
5 บจ.ดัง ทยอยผิดนัดชำระหนี้ กับสัญญาณอันตรายถึงเศรษฐกิจไทย : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- บริษัทจดทะเบียนชื่อดัง 5 แห่ง ได้แก่ RS, MONO, ECF, PF และ GRAND ทยอยประกาศผิดนัดชำระหนี้ในหลายรูปแบบ ทั้งหุ้นกู้ ตั๋วสัญญาใช้เงิน และ เงินกู้จากสถาบันการเงิน
- บริษัททั้งหมดเผชิญปัญหาสภาพคล่องและกระแสเงินสดหมุนไม่ทัน ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ที่เติบโตช้าลง สวนทางกับภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
- เหตุการณ์นี้ถูกมองว่า เป็นสัญญาณอันตรายที่สะท้อนความเปราะบางของภาคธุรกิจ และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยโดยรวม แม้จะยังไม่เกิดวิกฤตเต็มรูปแบบ
ยังไม่ทันจะผ่านครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยก็ต้องเผชิญกับ “สัญญาณอันตราย” รอบใหม่ ที่อาจทำให้ความเชื่อมั่นของตลาดฯ ซึ่งมีอยู่น้อยอยู่แล้ว ยิ่งลดน้อยลงไปอีก เมื่อเริ่มมีบริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศผิดนัดชำระหนี้ ทั้งในรูปแบบเงินกู้จากสถาบันการเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน รวมถึงดอกเบี้ยและเงินต้นหุ้นกู้ โดยล่าสุดพบว่า มีถึง 5 บริษัท ที่ออกมายอมรับว่ากำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง จนเสี่ยงจ่ายหนี้ไม่ทันกำหนด
สิ่งที่ทำให้ “เจ๊เมาธ์” สะดุดใจ ไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนเงินที่ผิดนัด แต่คือ “ชื่อ” ของบริษัทเหล่านี้ เพราะทุกแห่งล้วนเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง มีสินทรัพย์จำนวนมาก และบางแห่งเคยถูกมองว่าเป็น “หุ้นดาวรุ่ง” ที่มีศักยภาพเติบโตสูง แต่สุดท้ายกลับต้องสะดุด เพราะปัญหาที่ดูเหมือนง่ายที่สุดในโลกธุรกิจอย่าง “เงินสดหมุนไม่ทัน”
สิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้ง 5 บริษัท ทำให้เจ๊เมาธ์อดย้อนกลับไปนึกถึงกรณีของ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN และ บมจ.ดับบลิว เอส โอ แอล หรือ WSOL ซึ่งเดิมก็คือ SABUY หรือ สบาย เทคโนโลยี ไม่ได้ เพราะในอดีตทั้งสองบริษัทต่างก็เคยถูกมองว่า เป็นบริษัทดาวรุ่ง มีโมเดลธุรกิจทันสมัย และขยายกิจการอย่างรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุดก็ไปไม่รอด จนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และ บางแห่งก็จบลงด้วยการถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์
ดังนั้น คำถามสำคัญในเวลานี้ก็คือ บริษัททั้ง 5 รายที่กำลังมีปัญหา จะเดินซ้ำรอยเดิมหรือไม่?
รายแรก ที่สร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงที่สุด หนีไม่พ้นบริษัทชื่อดัง อย่าง บมจ.อาร์เอส (RS) ของ “เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” (ถือหุ้น 13.70%) ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง วีรพัฒน์ พูนศักดิ์อุดมสิน (6.87%) และธนาคารกรุงเทพ (5.07%) ร่วมลงเรือด้วย หลัง RS ได้ผิดนัดชำระตั๋วสัญญาใช้เงินรวม 317.37 ล้านบาท โดยได้ชี้แจงว่า เป็นเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้รายได้ไม่มาตามนัด แม้จะยืนยันว่า กำลังเร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และไม่กระทบธุรกิจ แต่สิ่งที่ตลาดค้างคาใจคือ โมเดลธุรกิจ Commerce และสื่อยุคใหม่ที่เคยเป็นจุดขายนั้น จะยังไปต่อได้จริงหรือ?
เช่นเดียวกับ บมจ.โมโน เน็กซ์ (MONO) ของขาใหญ่อย่าง “พิชญ์ โพธารามิก” ที่ถือหุ้นใหญ่ถึง 47.96% ก็สะท้อนภาพความเหนื่อยล้าของธุรกิจสื่อชัดเจน หลังประกาศผิดนัดชำระหนี้จากสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต (L/C) รวม 284 ล้านบาท และผิดเงื่อนไขเงินกู้สถาบันการเงิน เนื่องจากเจรจาขอปรับลดค่าคอนเทนต์กับพันธมิตรต่างประเทศไม่สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันยังคงมีหนี้ค้างคาอยู่อีกราว 203 ล้านบาท
ต่อมาคือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อย่าง บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) แม้มูลค่าหนี้จะดูไม่มาก แต่การผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ถึง 3 รุ่น รวมกว่า 9.68 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณไซเรนที่น่ากลัวมาก
เพราะหุ้นกู้ทั้ง 3 รุ่นนี้ มีมูลค่าคงค้างรวมกันสูงถึง 256 ล้านบาท และมีผู้ถือหุ้นกู้รายย่อยต้องหนาวๆ ร้อนๆ อีกถึง 128 ราย ขณะที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ที่นำโดย กลุ่มสุขสวัสดิ์ ได้แก่ นายกิตติพัชญ์ (18.34%) และ นายพชรฐณพงษ (8.70%) พร้อมด้วย นายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล (14.82%) และ นายอรุต ธนาสุวรรณดิถี (9.69%) ที่ต้องเร่งหาทางออกให้เกมนี้
ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ก็เริ่มส่งสัญญาณ “ฟองสบู่แตกชั่วคราว” จากพิษกำลังซื้อซบเซา โดย บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) ของกลุ่ม อรรถญาณสกุล (นายศานิต ถือหุ้น 7.81% และ น.ส.กรรณิการ์ 5.29%) โดยมีวิริยะประกันภัย ถือหุ้น 7.50% ได้แจ้งผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 5 รุ่น รวมกว่า 10.18 ล้านบาท เหตุเพราะแผนการขายทรัพย์สิน และการจัดหาสินเชื่อใหม่ล่าช้ากว่ากำหนด แม้ภายหลังจะสามารถเคลียร์ปัญหาและแก้ไขเหตุผิดนัดได้ก็ตาม
สอดคล้องกับบริษัทในเครืออย่าง บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND) ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท ไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (35.48%), BTS Group (ถือผ่าน บลจ.เมธา 18.20%) และ PF (8.58%) ก็โดนหางเลขไปด้วย หลังผิดนัดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้รุ่น GRAND259B รวมกว่า 5.4 ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกัน คือ ขายสินทรัพย์ออกไม่ทันและกระแสเงินสดสะดุดตัว
หากมองภาพรวมให้ลึกลงไป จะพบว่า ปัญหาของทั้ง 5 บริษัท แม้จะอยู่คนละอุตสาหกรรม แต่กลับมี “จุดร่วม” เหมือนกันทั้งหมด คือ รายได้เติบโตช้าลง ขณะที่ภาระหนี้ยังสูง และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ที่สำคัญคือ การผิดนัดชำระหนี้เหล่านี้ เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทย ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตเต็มรูปแบบ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแรงขึ้นและกำลังซื้อในประเทศลดลง ก็มีโอกาสที่บริษัทอื่นอีกหลายแห่งอาจต้องเผชิญปัญหาเดียวกัน
ดังนั้นคำถามของเจ๊เมาธ์ในวันนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครจะเป็นรายต่อไป” แต่กลายเป็นว่า หากวันหนึ่ง “วิกฤตเต็มรูปแบบ” เกิดขึ้นจริง ภาคธุรกิจไทยจะรับมือกับมันได้มากแค่ไหน
เพราะสุดท้ายแล้ว ในโลกธุรกิจยุคนี้ ต่อให้มีที่ดินจำนวนมาก มีโรงแรม มีแบรนด์ดัง หรือ มีสินทรัพย์มหาศาลเพียงใด แต่ถ้า “เงินสดในมือ” มีไม่มากพอ วันหนึ่งก็อาจต้องเผชิญชะตา ไม่ต่างจาก JKN หรือ SABUY ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่ายิ่งใหญ่…แต่สุดท้ายก็ล้มลงได้เหมือนกันนั่นเอง
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







