thansettakij
thansettakij
กำไรโรงกลั่นน้ำมัน... รวย รวย รวยจนไม่ไหวแล้ว

กำไรโรงกลั่นน้ำมัน... รวย รวย รวยจนไม่ไหวแล้ว

14 พ.ค. 69 | 23:00 น.

กำไรโรงกลั่นน้ำมัน...รวย รวย รวยจนไม่ไหวแล้ว : คอลัมน็เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4201

KEY

POINTS

  • บริษัทโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่ง TOP, IRPC, SPRC, BCP, PTTGC มีผลกำไรในไตรมาส 1/2569 เติบโตอย่างก้าวกระโดดหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรพุ่งสูงขึ้น มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ค่าการกลั่นและกำไรจากสต็อกน้ำมัน (Inventory Gain) เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
  • ผลกำไรจำนวนมากของโรงกลั่น เกิดขึ้นสวนทางกับความเดือดร้อนของประชาชน ที่ต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของบรรดาบริษัทโรงกลั่นน้ำมันออกมาดีจนชวนตะลึง ไม่ว่าจะเป็น TOP, IRPC, SPRC, BCP รวมถึง PTTGC ต่างพากันสร้างเสียงฮือฮา หลังประกาศกำไรออกมาอย่างแข็งแกร่ง ชนิดที่เหนือความคาดหมายของตลาด แม้จะถือเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทและผู้ถือหุ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง กำไรเหล่านี้กลับเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงคร่ำครวญของประชาชนทุกครั้ง ที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มขยับขึ้นอย่างไร้ความปรานี

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ยิ่งกำไรของโรงกลั่นพุ่งสูงมากเท่าไร...ความทุกข์ของคนใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะประชาชนทั่วไปที่ไม่มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับผลกำไรมหาศาลเหล่านี้ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เจ๊เมาธ์เข้าใจดีว่าสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือ ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันค่าการกลั่นและกำไรจากสต็อกน้ำมันให้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนทำให้ผลประกอบการของกลุ่มโรงกลั่นไทยกลับมาเติบโตแบบเหนือความคาดหมาย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความร้อนแรงดังกล่าวกลับกลายเป็น “แรงดึงดูด” ที่ทำให้การเติบโตครั้งนี้ดูผิดธรรมชาติมากขึ้นทุกที

 

เริ่มจากพี่ใหญ่ของวงการอย่าง TOP หรือ ไทยออยล์ ที่ประกาศกำไรสุทธิไตรมาสแรกสูงถึง 19,481 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรเพียง 3,504 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 456% ภายในเวลาเพียงปีเดียว 

ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกได้กลายเป็นแหล่งสร้างกำไรมหาศาลให้กับธุรกิจโรงกลั่น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันอากาศยาน ที่ปรับตัวสูงขึ้นจนทำให้ค่าการกลั่นเฉลี่ยของไทยออยล์เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น

ทางด้าน IRPC ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาทในช่วงปลายปีก่อน แต่ทันทีที่เข้าสู่ไตรมาสแรกของปี 2569 ทุกอย่างกลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยกำไรสุทธิสูงถึง 7,889 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายพุ่งแตะ 67,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 22% ภายในไตรมาสเดียว

โดยมีปัจจัยสำคัญจากการบันทึกกำไรสต็อกน้ำมันสูงถึง 9,843 ล้านบาท หรือประมาณ 16.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตัวเลขนี้สะท้อนอย่างตรงไปตรงมาว่า การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานโลก กำลังแปลงสภาพเป็นกำไรของโรงกลั่นโดยตรง

ยิ่งไปกว่านั้น SPRC หรือ สตาร์ ปิโตรเลียม ยิ่งสะท้อนภาพความย้อนแย้งได้ชัดเจนมากขึ้น เพราะแม้โรงกลั่นจะหยุดซ่อมบำรุงจนกำลังการผลิตลดลงเหลือเพียง 65% แต่กำไรกลับถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงถึง 7,000-7,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 888% จากปีก่อน นั่นหมายความว่า ต่อให้ผลิตได้น้อยลง แต่หากค่าการกลั่นยังสูง และราคาน้ำมันโลกยังพุ่งแรง ธุรกิจก็ยังสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลอยู่ดี

ส่วน BCP หรือ บางจาก ก็กลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่นไม่ต่างจาก SPRC หลังจากก่อนหน้านี้ต้องเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันต่อเนื่องหลายปี แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกกลับมาปรับตัวขึ้นแรงในปีนี้ ก็ทำให้บางจากเริ่มรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย พร้อมมีการคาดการณ์กำไรทั้งปีไว้สูงถึง 5,600 ล้านบาท 

ที่น่าสนใจก็คือ ผู้บริหารของบางจากยอมรับเองว่า ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยอดขายน้ำมันหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นผิดปกติ เพราะประชาชนแตกตื่นและแห่เติมน้ำมันกักตุนจากความกังวลว่าสงครามอาจยืดเยื้อ ซึ่งคำพูดดังกล่าวก็กลายเป็นเครื่องยืนยันว่า “ความตื่นตระหนกของประชาชน” กำลังกลายเป็นแรงส่งสำคัญในการสร้างกำไรให้กับธุรกิจพลังงาน

ท้ายที่สุดคือ PTTGC แม้จะไม่ได้มีเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน แต่ด้วยสัดส่วนรายได้จากธุรกิจการกลั่นที่อยู่ราว 30% จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานโลกที่พุ่งขึ้นเช่นเดียวกัน 

โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 3,232 ล้านบาท จากที่ก่อนหน้านี้ขาดทุนกว่า 5,502 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตามตลาดโลก รวมถึงการรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันกว่า 7,182 ล้านบาท และกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจอีกกว่า 3,300 ล้านบาท 

สิ่งที่เกิดขึ้นในไตรมาส 1/2569 จึงกลายเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน คือ หนึ่งในอุตสาหกรรมที่สามารถเปลี่ยน “วิกฤตโลก” ให้กลายเป็น “กำไรของตัวเอง” ได้รวดเร็วที่สุด และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ของโรงกลั่นเหล่านี้ ล้วนมีต้นทางมาจากเงินในกระเป๋าของประชาชนทั้งสิ้น

ถึงวันนี้...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่า กำไรของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันกำลังสะท้อนภาพความย้อนแย้งอันเจ็บปวดของเศรษฐกิจไทย เพราะในขณะที่ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่ผู้คนตื่นตกใจ อ่อนแอ รายได้ลดลง หรือค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจพลังงานสามารถทำกำไรได้มหาศาล และเพิ่มมากขึ้นตามระดับความเจ็บปวดของประชาชนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว...คำถามของเจ๊เมาธก็คือ หากแม้แต่ธุรกิจในประเทศไทยเองยังเฝ้ารอจังหวะที่คนไทยอ่อนแอ เพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของคนไทยด้วยกันเองเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วเมื่อไรประเทศไทยและประชาชนไทย จะมีโอกาสสร้างความเจริญก้าวหน้า และมีโอกาสในความเท่าเทียมกันได้จริงอย่างที่หลายพรรคการเมืองเคยหาเสียงเอาไว้

และหากวันหนึ่งประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกล เพราะคนไทยยังทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง เจ๊เมาธ์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในวันที่คนรุ่นหลังย้อนกลับมาตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนี้

ถึงวันนั้น...ผู้ที่ได้ประโยชน์จากความเดือดร้อนของผู้คนในวันนี้ จะอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้กับลูกหลานของตัวเองอย่างไรกันแน่เจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4201