thansettakij
thansettakij
จะไปต่ออย่างไร...เมื่อธนาคารรวยกระจุก แต่คนตัวเล็กกลับทุกข์กระจาย!

จะไปต่ออย่างไร...เมื่อธนาคารรวยกระจุก แต่คนตัวเล็กกลับทุกข์กระจาย!

23 เม.ย. 69 | 23:00 น.

จะไปต่ออย่างไร...เมื่อธนาคารรวยกระจุก แต่คนตัวเล็กกลับทุกข์กระจาย! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยมีผลกำไรสูงกว่า 6.8 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 1/2569 ซึ่งสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อยกำลังเผชิญความยากลำบาก
  • ความมั่งคั่งของธนาคารส่วนหนึ่งมาจากการใช้นโยบายเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ลูกค้ารายย่อยและกลุ่ม SME ที่ต้องการความช่วยเหลือไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้
  • สถานการณ์ดังกล่าวได้ผลักดันให้คนตัวเล็กต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้สินและตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น

*** ผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1/2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ที่เพิ่งประกาศออกมานั้น กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อพบว่า กำไรของธนาคารรวมของทั้งระบบพุ่งสูงขึ้นกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางบรรยากาศความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นมรสุมจากสงครามการค้า การตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ ที่แม้จะดูเหมือนว่าจะจบ แต่ก็ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หรือแม้แต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายจุดทั่วโลก 

ทว่าภาพสะท้อนจากฝั่งสถาบันการเงินไทย กลับดูสวนทางอย่างสิ้นเชิง...เพราะทั้งรายได้และผลกำไรที่ออกมานั้น จัดว่า ดีเกินกว่าที่นักลงทุนหลายคนได้คาดการณ์เอาไว้เป็นอย่างมาก!

แน่นอนว่า การที่ธนาคารทั้งหลายมีผลการดำเนินงานที่ดี จะส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยดูแข็งแกร่งตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน มันกลับสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่กำลังบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง เพราะในขณะที่สถาบันการเงินเติบโตอย่างมั่งคั่ง และมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย กลับต้องดิ้นรนประคองตัวให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะเงินฝืดเคืองอย่างยากลำบาก 

ความย้อนแย้งนี้ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญว่า ในเมื่อระบบธนาคารรุดหน้าไปไกล แต่ทำไมคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ กลับยังต้องดิ้นรนอยู่อย่างแสนสาหัส ???  

หากเราเจาะลึกลงไปที่ตัวเลขรายบรรทัดของแต่ละธนาคาร ในไตรมาส 1/2569 จะพบว่า ทุกแห่งมีผลงานที่โดดเด่นน่าประทับใจ เริ่มต้นจากธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ที่รายได้ในไตรมาสแรกพุ่งขึ้นไปแตะระดับกว่า 31,950 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 14,667 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ก็โชว์ฟอร์มได้ไม่น้อยหน้าด้วยรายได้รวมที่พุ่งเกิน 39,300 ล้านบาท และสามารถทำกำไรสุทธิไปได้กว่า 10,195 ล้านบาท 

ส่วนธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ที่มีจุดแข็งในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อต่างประเทศ ก็ยังคงรักษามาตรฐานความมั่งคั่งด้วยกำไรสุทธิกว่า 10,994 ล้านบาท ทางด้านธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ในฐานะธนาคารที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาครัฐและเป็นหัวใจหลักในการส่งผ่านนโยบาย ก็รายงานผลกำไรสุทธิสูงถึง 12,437 ล้านบาท

สำหรับธนาคารในกลุ่มรองลงมาอย่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY ก็ยังสามารถรักษาพอร์ตกำไรสุทธิให้อยู่ในระดับสูงกว่า 8,618 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ TTB มีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 5,170 ล้านบาท

แม้แต่ธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่าง KKP และ TISCO ก็ยังรายงานกำไรสุทธิในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยอยู่ที่ 1,502 ล้านบาท และ 1,733 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ เมื่อนำมารวมกันแล้ว คือภาพสะท้อนของระบบธนาคารที่ "รอด" และ "รวย" ได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้  

แม้ความสำเร็จเหล่านี้ จะเป็นผลมาจากการบริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ NIM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น การควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุม และ การตั้งสำรองที่ผ่านการคำนวณมาอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อให้ผลประกอบการออกมาดูดีที่สุดในสายตานักลงทุน 

แต่ความแข็งแกร่งของธนาคาร กลับสร้างความรู้สึกที่ห่างเหินจากความเป็นจริงของภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากเปรียบเงินและกระแสเงินสดเป็นดั่ง “น้ำ” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งคนและต้นไม้ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือภาวะที่ต้นน้ำยังคงเต็มสมบูรณ์ แต่ปลายน้ำกลับกลายเป็นดินแดน ที่แห้งแล้งจนยากที่จะมีใครมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพของการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของเหล่าธนาคารทั้งหลายในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่มาตรการป้องกันความเสี่ยงตามปกติ เพราะมันกลายเป็นการ “ปิดประตูใส่หน้า” ผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ ลูกค้ารายย่อยที่กำลังอ่อนแอจากสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง 

เมื่อประตูจากสถาบันการเงินในระบบถูกปิดลง ทางเลือกของคนตัวเล็กจึงถูกบีบให้แคบลง จนเหลือเพียงการหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งมาพร้อมกับต้นทุนทางการเงินที่สูงลิ่ว และโหดร้ายเกินกว่าที่ใครจะแบกรับได้ไหว จนกลายเป็นวงจรหนี้สินแบบ “งูกินหาง” ที่กัดกินกำลังซื้อ และทำลายโอกาสในการฟื้นตัวอย่างถาวร ซึ่งความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนี้ กำลังกลายเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ในโครงสร้างสังคมไทย...

แม้บทบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำงานอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่า ธนาคารจะมีเงินกองทุนที่เพียงพอเพื่อป้องกันวิกฤตซ้ำรอยอดีต แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสถียรภาพที่เห็นนั้นกำลังแลกมาด้วยการปล่อยให้ภาคส่วนที่อ่อนแอที่สุด ต้องล้มหายตายจากไป ซึ่งมันกลายเป็นคำถามสำคัญว่านี่เป็น “ราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไปหรือไม่” สำหรับประเทศที่กำลังต้องการแรงขับเคลื่อนจากฐานราก

ดังนั้น ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 จึงเป็นภาพของความย้อนแย้งที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ธนาคารรอดพ้นมรสุม และเติบโตอย่างสง่างาม มหาเศรษฐีและกลุ่มทุนใหญ่ยังคงรักษามั่งคั่งไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แต่คนตัวเล็กกลับต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านอย่างไร้ทางออก

แน่นอนว่า การแสดงความยินดีกับกำไรของธนาคารนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดในเชิงธุรกิจ แต่จะมีใครตั้งคำถามถึงบทบาท และความรับผิดชอบต่อสังคมของสถาบันการเงินเหล่านี้ในยามที่วิกฤตของประเทศบ้างหรือไม่  

โบราณท่านว่า “ไม่มีไข่ที่สมบูรณ์ ในรังนกที่ถูกพายุพัดทำลาย” ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากการมีเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่งเพียงแค่ส่วนยอด แต่ฐานรากผุกร่อนก็คงไม่มีที่ให้ใครยืนต่อไปได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เจ๊เมาธ์ก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “หากคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน” ประเทศก็ยากที่จะรอดพ้นจากวิกฤต และถ้าประเทศไม่รอด...แล้วเราจะเหลืออะไรได้อีก! 

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์