
PTG บทพิสูจน์ความแกร่งในวันที่ถูกปลุกกระแสแทรกแซงธุรกิจพลังงาน
PTG บทพิสูจน์ความแกร่งในวันที่ถูกปลุกกระแสแทรกแซงธุรกิจพลังงาน : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- PTG กำลังเผชิญกระแสเรียกร้องให้แบนสถานีบริการน้ำมันในโซเชียลมีเดีย โดยมีสาเหตุจากความเชื่อมโยงทางการเมืองในอดีตของผู้ก่อตั้ง
- การรณรงค์ดังกล่าวถูกมองว่า เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ในช่วงวิกฤตพลังงานโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อพนักงานกว่า 20,000 ตำแหน่ง
- PTG เป็นธุรกิจพลังงานของคนไทยที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ และการโจมตีธุรกิจไทยด้วยกันเองจะทำให้ประเทศอ่อนแอลง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ในภาวะวิกฤตขาดแคลนพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก จากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งขยายตัวจากความขัดแย้งระดับภูมิภาค จนกลายเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ภายหลังการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ของอิหร่าน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในสงครามครั้งนี้
สถานการณ์ก็ยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้นทันที เพราะช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่มีปริมาณสูงถึง 16.5-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 20-21% ของการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก นอกจากนี้ ยังเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของการค้า LNG ทั่วโลกอีกด้วย
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ยังลุกลามไปถึงสินค้าอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญอย่าง เมทานอล ปิโตรเคมี และ ปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นฐานสำคัญของทั้งภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม เมื่อการขนส่งผ่านเส้นทางหลักเกิดความติดขัด ต้นทุนการผลิตสินค้าทุกประเภท จึงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกำลังกลายเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กระจายไปทั่วโลก
ทั้งนี้กลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ เอเชีย โดยเฉพาะเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก ที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบนี้สูงถึงประมาณ 80% ของความต้องการทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เนื่องจากไทยนำเข้าพลังงานประมาณ 1 ใน 3 (ประมาณ 30-33%) ของการนำเข้าทั้งหมด ในขณะที่นำเข้าน้ำมันสุทธิจากภูมิภาคตะวันออกกลาง สูงถึง 4.7% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังพยายามหาทางรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก กลับปรากฏความเคลื่อนไหวทางการเมืองบางส่วน ที่พยายามสร้างกระแสและชี้นำสังคมให้เกิดการแบ่งฝ่าย โดยใช้ความเดือดร้อนของประชาชน เป็นเครื่องมือในการโจมตี ซึ่งเจ๊เมาธ์มองว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล
เพราะแทนที่จะช่วยกันประคับประคองสถานการณ์...กลับกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้ลึกมากขึ้น!
กรณีของ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด จากกระแสการรณรงค์แบนสถานีบริการน้ำมัน PT ที่เกิดขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีสาเหตุมาจากความเชื่อมโยงในอดีตของผู้ก่อตั้งกับเรื่องทางการเมือง
ทั้งที่ในข้อเท็จจริง PT เป็นธุรกิจของคนไทยที่ก่อตั้งและเติบโตมากว่า 30 ปี เริ่มต้นจาก บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด ก่อนจะขยายกิจการจนมีเครือข่ายสถานีบริการครอบคลุมทั่วประเทศ และพัฒนาเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์
ปัจจุบัน PT มีสถานีบริการมากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ และมีธุรกิจต่อเนื่องอีกหลายด้าน ส่งผลให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 20,000 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในระดับชุมชน การรณรงค์แบนธุรกิจในลักษณะนี้ จึงไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ถือหุ้น หรือ ผู้บริหาร แต่ยังกระทบต่อพนักงานและครอบครัวจำนวนมากที่พึ่งพารายได้จากองค์กรนี้โดยตรง
เจ๊เมาธ์มองว่า ในขณะที่สถานการณ์พลังงานโลก เป็นปัจจัยภายนอกที่ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมได้ การสร้างความขัดแย้งภายในจากข้อมูลที่บิดเบือน ยิ่งทำให้สถานการณ์โดยรวมอ่อนแอลง เพราะในความเป็นจริง ธุรกิจพลังงานของคนไทยอย่าง PT มีบทบาทสำคัญในการหมุนเวียนรายได้ภายในประเทศ ทั้งในรูปของค่าจ้าง ภาษี และ การพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจในระยะยาว
แทบทุกไตรมาสเราจะเห็นโครงการตอบแทนสังคมที่ PT ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเทียบกับปั๊มแบรนด์ต่างชาติที่เน้นผลกำไรเป็นหลักแล้ว...เรากลับพบเห็นกิจกรรมเพื่อสังคมเหล่านี้ได้น้อยมาก
ก็อย่างที่เจ๊เมาธ์พูดมาตลอดว่า ในนาทีวิฤตเช่นนี้ “หากคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกันแล้วใครจะมาช่วยเรา”
หากเรามัวแต่หาแพะรับบาป และทำลายโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งของคนไทยไปทีละแห่ง สุดท้ายแล้วเมื่อพายุสงครามสงบลง เราอาจจะไม่เหลืออะไรเลยที่จะใช้เป็นต้นทุนในการกู้คืนเศรษฐกิจชาติ
ในวันที่สถานการณ์โลกบีบคั้นเราจนหลังชนฝา การรักษาความสามัคคีและสนับสนุนธุรกิจของคนไทยด้วยกันเอง เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้เราก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากเรามัวแต่รบกันเอง ในขณะที่โลกกำลังขาดแคลนพลังงาน ประเทศชาติจะรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างไร







