thansettakij
thansettakij
ส่องสมรภูมิตลาดหุ้นไทย…ในวันที่“น้ำมันแพงค่าแรงถูก”

ส่องสมรภูมิตลาดหุ้นไทย…ในวันที่“น้ำมันแพงค่าแรงถูก”

02 เม.ย. 69 | 23:00 น.

ส่องสมรภูมิตลาดหุ้นไทย…ในวันที่“น้ำมันแพงค่าแรงถูก” : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในต่างประเทศ กำลังผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง และกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน
  • กลุ่มธุรกิจในตลาดหุ้นที่ได้รับผลกระทบเชิงลบโดยตรง ได้แก่ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์, วัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์, และสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากต้นทุนการผลิตและขนส่งเพิ่มสูงขึ้น
  • มีกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์นี้คือ กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น ซึ่งอาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น

*** ผลกระทบจากสงครามที่ตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลก รวมถึงในประเทศปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “ราคาน้ำมันดีเซล” ที่ขยับขึ้นมาอยู่ระดับ 44.25 บาทต่อลิตร รวมไปถึงมีโอกาสที่จะแพงขึ้นกว่านี้ได้อีก 

และนี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขหน้าปั๊ม แต่ถือเป็นต้นทุนหลักของแทบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ การขนส่ง การผลิต ไปจนถึงราคาสินค้าหน้าร้าน ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยหลัก ที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า "Stagflation" จนเสี่ยงต่อการที่จีดีพีจะหยุดชะงักหรือถดถอย

ข้อมูลล่าสุดจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำหลายแห่ง ต่างปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย SCB EIC ได้ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ลงเหลือเพียงร้อยละ 1.4 ในกรณีฐาน และอาจทรุดลงไปแตะร้อยละ 0.8 ถึง 1.1 หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในตลาดโลกยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินกว่าหนึ่งไตรมาส 

ความน่ากังวลไม่ได้อยู่แค่การเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ลดลง แต่เป็นการที่ “รายได้ของประชาชนโตไม่ทันค่าครองชีพ” หรือ Real Wage ที่ยังติดลบ ขณะที่เงินเฟ้อขยับขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่ไทยต้องนำเข้าในสัดส่วนสูงถึง 8% ของ GDP โดยสิ่งที่ตามมาคือกำลังซื้อที่หดตัวในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเริ่มแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด

 

เจ๊เมาธ์ขอลำดับกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดสามารถเรียงได้ดังนี้

กลุ่มแรก ที่รับแรงปะทะโดยตรงคือ “ขนส่งและโลจิสติกส์” เนื่องจากมีต้นทุนน้ำมันสูงถึงร้อยละ 40–50 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งบทวิเคราะห์จาก บล.เอสบีไอ ไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ทันที ทำให้ Margin ถูกบีบอย่างหนัก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นสายการบินอย่าง THAI และ AAV ขณะที่ BEM และ BTS แม้จะใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ก็หนีไม่พ้นผลกระทบจากค่า Ft ที่ปรับตัวขึ้นตามต้นทุนพลังงานโลก

กลุ่มต่อมาคือ “กลุ่มวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น ทั้งในกระบวนการผลิตและขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักมาก โดยหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างอย่าง TOA, SCC และ DCC จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น 

ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า ราคาซีเมนต์และเหล็กที่มีแนวโน้มแพงขึ้น จะทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์อย่าง SPALI, LH, SIRI และ AP ต้องแบกรับต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น ท่ามกลางความต้องการซื้อ (Demand) ที่อ่อนแอลงจากกำลังซื้อที่หดตัว และเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวดตามภาระหนี้ครัวเรือน

กลุ่มที่สาม คือ “กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG)” โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ที่พึ่งพากำลังซื้อระดับฐานราก ซึ่ง บล.โกลเบล็ก มองว่า ธุรกิจเหล่านี้กำลังติดกับดัก "ต้นทุนแพงแต่ยอดขายฝืด" 

บริษัทรายใหญ่อย่าง CBG, OSP, SAPPE และ NEO ต่างเริ่มได้รับแรงกดดันจากการที่ไม่สามารถปรับราคาขายปลีกได้ตามใจชอบ ภายใต้การควบคุมของภาครัฐ ในขณะที่ผู้บริโภคเริ่มเลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตยังมีกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ทางอ้อมอย่าง “กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น” โดย บล.กรุงศรี ระบุว่า หุ้นอย่าง PTTEP, TOP, SPRC และ BCP อาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบ และค่าการกลั่น (GRM) ที่ทรงตัวในระดับสูง แต่ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเพียงร้อยละ 1.2–1.6 ตามการประเมินของ กกร. ยังคงเป็นสัญญาณเตือนภัยให้รัฐ และเอกชนต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับยุค "น้ำมันแพงแต่ค่าแรงถูก" 

ในโลกที่ต้นทุนพลังงานถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอก...เจ๊เมาธ์เชื่อว่า เวลานี้ไม่ใช่ช่วงเวลาของการโทษกันว่า ใครผิด หรือ ถูก เพราะในวันนี้ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่อาจสั่งให้สงครามหยุดลง และ เจ๊เมาธ์ก็เชื่อว่าไม่มีใครสามารถหยุดราคาน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเคลื่อนไหวตามกลไกลของตลาดโลกได้เช่นกัน

สุดท้ายแล้ววิกฤตครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่ปัญหาทางเศรษฐกิจ ...แต่เป็นบททดสอบของ “ความร่วมมือ” ของคนทั้งประเทศ เพราะในสถานการณ์ที่ทุกประเทศต่างเผชิญปัญหาเดียวกัน ไม่มีใครมีทรัพยากรเหลือพอจะมาช่วยคนอื่นได้มากนัก เพราะสิ่งเดียวที่พอจะยึดไว้ได้ก็คือการที่คนไทยต้องช่วยกันพยุงกันเอง

เจ๊เมาธ์บอกได้ว่า ในเกมเศรษฐกิจรอบนี้ “ใครปรับตัวได้เร็วกว่า...คนนั้นรอด” และถ้าคนไทยไม่ช่วยกันเอง ก็ไม่มีใครมาช่วยเราได้อีกแล้วเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์