thansettakij
thansettakij
BCP วัดใจผู้ถือหุ้นสกัด“ทุนเทา” หรือเขย่าบรรทัดฐานตลาดทุนไทย!

BCP วัดใจผู้ถือหุ้นสกัด“ทุนเทา” หรือเขย่าบรรทัดฐานตลาดทุนไทย!

07 เม.ย. 69 | 23:30 น.

BCP วัดใจผู้ถือหุ้นสกัด“ทุนเทา” หรือเขย่าบรรทัดฐานตลาดทุนไทย! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย... เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • BCP เตรียมเสนอผู้ถือหุ้นแก้ไขข้อบังคับบริษัท เพื่อเพิ่มคุณสมบัติกรรมการให้เข้มข้นขึ้น หวังป้องกันความเสี่ยงจากกลุ่มทุนที่อาจไม่โปร่งใส
  • เกิดประเด็นขัดแย้งเมื่อ BCP เตรียมตัดสิทธิ์ออกเสียงของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ACE ในวาระดังกล่าว โดยอ้างว่ามี "ส่วนได้เสียพิเศษ" เนื่องจากหุ้นของ ACE ถูก ปปง. อายัดไว้
  • ผลการลงมติครั้งนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของตลาดทุนไทย ในการสร้างสมดุลระหว่างหลักธรรมาภิบาล กับหลักนิติธรรมในการคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียม

*** การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน วันที่ 10 เมษายนนี้ ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องของการรายงานผลประกอบการ หรือ การจ่ายเงินปันผลตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความขัดแย้ง อยู่ที่วาระที่ 7 ซึ่งว่าด้วยการพิจารณาแก้ไขข้อบังคับบริษัท เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณสมบัติของกรรมการให้เข้มข้นขึ้น 

โดยในวาระที่ 7 เรื่อง การพิจารณาแก้ไขข้อบังคับบริษัท กำหนดว่า...ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการต้องไม่เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวโทษ หรือถูกอายัดทรัพย์สิน โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ซึ่งการแก้ไขนี้ต้องการคะแนนเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุม และมีสิทธิออกเสียง

ทั้งนี้สิ่งที่น่าจับตาในวาระที่ 7 นี้ คือ ท่าทีของฝ่ายบริหาร BCP ที่ส่งสัญญาณว่า จะไม่นับคะแนนเสียงของ บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด หรือ ACE ในวาระดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า ACE เป็นผู้ถือหุ้นที่มี "ส่วนได้เสียพิเศษ" แม้ในทางทะเบียนแล้ว ACE จะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ที่ถือหุ้นรวมกันกว่า 247,758,900 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 16.82 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ตาม 

ปมปัญหาที่ทำให้ ACE ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีส่วนได้เสียพิเศษนั้นสืบเนื่องมาจากการโครงสร้างที่เชื่อมโยงไปถึง นายเบน สมิธ และ นางสาวแคทรียา บีเวอร์ ที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ ปปง. ที่มีคำสั่งยึดและอายัดหุ้น BCP ในส่วน ACE เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมายฟอกเงินในชั้นศาลว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ควรตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่

คณะกรรมการของ BCP ระบุว่า หากการแก้ไขดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น บริษัทอาจต้องเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทั้งคู่ค้าในระดับสากลและนักลงทุนสถาบัน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์องค์กรและความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลกิจการ (ESG) ในระยะยาว ซึ่งหากวาระแก้ไขข้อบังคับไม่ผ่านมติ อาจจำเป็นต้องนำวาระการถอดถอนกรรมการรายบุคคล กลับมาพิจารณาอีกครั้งเพื่อรักษาผลประโยชน์ขององค์กร 

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองจากนักกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลกลับปรากฏ “ปัญหา” ในเชิงการตีความที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น 

ในขณะที่หากอ้างอิงไปถึงความเห็นของนักกฎหมายต่อข้อคำถามที่ว่า ACE เป็นผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ ในการลงมติวาระแก้ไขข้อบังคับของบริษัทหรือไม่นั้น นักกฎหมายระบุว่า ACE ไม่น่าเข้าข่ายทำให้ผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่งกลายเป็นผู้มี "ส่วนได้เสียพิเศษ" ในทางกฎหมาย เพราะการแก้ไขนี้มีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป มิได้ระบุจงใจจัดการกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ดังนั้น ACE จึงควรยังคงมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตามสัดส่วนที่ถือครองอยู่ 

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เองก็ยังมีท่าทีที่ระมัดระวัง โดยระบุว่า ณ ปัจจุบันยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ชี้ชัดว่า ตัวแทนของ ACE ในบอร์ดบริหาร มีลักษณะขาดความไว้วางใจ ตามประกาศมาตรฐานของ ก.ล.ต. เช่นเดียวกับทาง ปปง. ที่ชี้แจงว่า การอายัดทรัพย์สินนั้นเป็นการดำเนินการต่อ "ทรัพย์สิน" ในชื่อของนิติบุคคล มิใช่การดำเนินคดีต่อ "ตัวบุคคล" ซึ่งความชัดเจนในเรื่องคุณสมบัติกรรมการ จึงยังเป็นพื้นที่ ที่ต้องมีการหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. อย่างรอบคอบต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าผลแพ้ชนะในที่ประชุม กลับเป็นเรื่องของบรรทัดฐานที่กำลังจะเกิดขึ้นในสังคมไทย 

เพราะถึงแม้การแก้ไขข้อบังคับเพื่อป้องกัน "ทุนเทา" จะเป็นเจตนาที่ดีในการปกป้ององค์กร และเป็นไปตามกระแสสังคมที่ต้องการเห็นความโปร่งใส โดยเฉพาะในยุคที่นักลงทุนสถาบันให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้นเรื่อย ๆ การปล่อยให้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของผู้บริหาร หรือ กรรมการ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนทางการเงินของบริษัทในระยะยาว

แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากกระบวนการดังกล่าวถูกมองว่า เป็นการ “เลือกปฏิบัติ” หรือ “ใช้ข้อบังคับเป็นเครื่องมือ” เพื่อจำกัดอำนาจของผู้ถือหุ้นบางกลุ่ม ก็อาจสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่อาจตั้งคำถามว่า สิทธิของตนเองจะได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมหรือไม่ในอนาคต

เจ๊เมาธ์มองว่า สิ่งที่ผู้ถือหุ้นต้องคิดในวันที่ 10 เมษายนนี้ ไม่ใช่แค่ “จะโหวตอะไร” แต่ต้องคิดว่า “กำลังสร้างมาตรฐานแบบไหนให้ตลาดทุนไทย”

เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ผลที่ได้จะถูกจดจำในฐานะ “บรรทัดฐานใหม่” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น...การตัดสินใจของผู้ถือหุ้นในวันที่ 10 เมษายน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ BCP และ ACE เท่านั้น แต่เป็นการวัดพลังระหว่าง "หลักการธรรมาภิบาลที่ต้องรวดเร็วทันเหตุการณ์" กับ "หลักนิติธรรมที่ต้องคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียม" ซึ่งจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่บริษัทจดทะเบียนไทย ในการจัดการกับความขัดแย้งในลักษณะนี้ต่อไปในอนาคตนั่นเองเจ้าค่ะ