thansettakij
thansettakij
PTG และ OR ผู้ชนะตัวจริง ในเกมราคาน้ำมันแพง

PTG และ OR ผู้ชนะตัวจริง ในเกมราคาน้ำมันแพง

01 เม.ย. 69 | 04:19 น.
อัปเดตล่าสุด :01 เม.ย. 69 | 04:29 น.

PTG และ OR ผู้ชนะตัวจริง ในเกมราคาน้ำมันแพง : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • การที่รัฐบาลเริ่มลดการแทรกแซงราคา ทำให้ "ค่าการตลาด" ซึ่งเป็นกำไรหลักของธุรกิจปั๊มน้ำมันฟื้นตัว ส่งผลให้ PTG และ OR กลับมาทำกำไรได้ดีขึ้น
  • การปรับขึ้นราคาน้ำมันช่วยลดความเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐ ที่นักลงทุนเคยกลัวว่า จะเข้ามาบีบให้ผู้ประกอบการช่วยแบกรับภาระขาดทุน
  • กำไรจากธุรกิจน้ำมันที่มั่นคงขึ้น ทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดเพื่อนำไปขยายธุรกิจ Non-Oil ที่มีอัตรากำไรสูงกว่า เช่น ร้านกาแฟ ได้อย่างต่อเนื่อง

*** นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นมา ลากไปถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยปรับราคาขึ้นมากว่า 10 บาทต่อลิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับราคาขึ้นเป็นเงินรวม 7.80 บาทต่อลิตร (ครั้งแรก 6 บาท และครั้งที่สอง 1.80 บาท) 

ขณะที่ในส่วนของน้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักของแทบทุกอุตสาหกรรมและการขนส่งถูกปรับขึ้นมายืนราคาที่ 40.74 บาทต่อลิตร โดยที่ยังมีแนวโน้มว่า อาจขยับขึ้นไปถึง 60 บาทต่อลิตรในเดือนเมษายนก็เป็นได้ 

แน่นอน...การปรับขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งไม่ว่าใครต่างก็รู้กันอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้คนงงยิ่งกว่า...ในขณะที่ผู้บริโภคบ่นกันระงม หุ้นกลุ่มปั๊มน้ำมันอย่าง OR และ PTG กลับดีดตัวขึ้นรับข่าวอย่างคึกคัก กลายเป็นเรื่องที่นักลงทุนมือใหม่ต้องทำความเข้าใจให้ลึกขึ้น 

เพราะคำถามสำคัญในจังหวะนี้ไม่ใช่แค่ “น้ำมันแพงหรือถูก” แต่คือ “ใครได้ประโยชน์จากโครงสร้างราคา” มากกว่ากัน

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า ธุรกิจปั๊มน้ำมันไม่ได้ทำกำไรจากราคาน้ำมันดิบโดยตรง แต่สิ่งที่เป็นหัวใจจริงๆ คือ “ค่าการตลาด” หรือ Marketing Margin ซึ่งเปรียบเสมือนกำไรต่อหนึ่งลิตรที่ขายออกไป ซึ่งในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลใช้การ “ตรึงราคาน้ำมัน” เพื่อช่วยค่าครองชีพประชาชน แต่ปัญหาของการตรึงราคานานเกินไปกลับกลายเป็นการ “บีบค่าการตลาด”

ส่งผลให้บางช่วงผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันเหล่านี้ แม้จะขายน้ำมันได้แต่ก็แทบไม่มีกำไรเหลือ พูดง่ายๆ ก็คือ ขายเยอะแต่แทบไม่มีกำไรนั่นเอง...

แต่เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดที่รัฐเริ่ม “ปล่อย” ให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น เกมก็เปลี่ยนทันที และนี่คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของหุ้นกลุ่มนี้  

เมื่ออ้างอิงมุมมองจาก บล.ดาโอ ที่ระบุว่า การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณ “ลดการแทรกแซงตลาด” ส่งผลให้ค่าการตลาดมีโอกาสฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ พูดง่ายๆ คือ จากที่เคยขายแทบไม่มีกำไร ก็กลับมามีลมหายใจได้อีกครั้ง 

ในขณะที่ บล.กรุงศรี มองลึกลงไปว่า นี่คือการ “ลดความเสี่ยงจากนโยบายรัฐ” เพราะก่อนหน้านี้ตลาดกลัวว่า หากกองทุนน้ำมันติดลบหนัก รัฐอาจบังคับให้เอกชนช่วยแบกรับภาระ แต่การขึ้นราคาครั้งนี้เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่า “จะไม่กดผู้ประกอบการ” ให้มากเกินไป
จุดนี้เองทำให้หุ้นอย่าง PTG ซึ่งมีรายได้จากธุรกิจน้ำมันเกือบ 90% กลายเป็นตัวเด่น...ส่วน OR เองก็ได้อานิสงส์เช่นกันในฐานะผู้นำตลาด!

ในฝั่งของ บล.ธนชาต มองว่า เมื่อธุรกิจน้ำมันกลับมามีกำไรที่เสถียรขึ้น บริษัทก็จะมี “กระแสเงินสด” มากพอไปขยายธุรกิจ Non-Oil ซึ่งให้ Margin สูงกว่าในระยะยาว เพราะทั้ง OR และ PTG ต่างก็มีระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งผ่านธุรกิจ Non-Oil อย่างร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน (Cafe Amazon) ของ OR หรือ กาแฟพันธุ์ไทย ของ PTG ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้การปรับขึ้นราคาน้ำมัน ช่วยให้ภาพรวมงบการเงินในส่วนธุรกิจหลัก (Oil) นิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้บริษัทนำกระแสเงินสด ไปเร่งขยายธุรกิจ Non-Oil ที่มีอัตรากำไรสูงกว่าได้สะดวกขึ้น

ในโลกของการลงทุน ข่าวร้ายของคนส่วนใหญ่ อาจเป็นข่าวดีของบางธุรกิจก็เป็นได้ และกรณีราคาน้ำมันขึ้นแรงในครั้งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่เจ๊เมาธ์เชื่อว่า นักลงทุนจะเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า...ตลาดหุ้นไม่ได้สะท้อนอารมณ์ แต่สะท้อน “โครงสร้างกำไร” ต่างหาก

สุดท้ายนี้ก่อนจะตกใจ หรือ รีบตัดสินใจหนีจากตลาดฯ ลองตั้งคำถามดูก่อนว่า “ใครคือผู้ได้ประโยชน์ตัวจริง” เพราะคำตอบนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้ภาพการลงทุนของคุณชัดเจนขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยก็เป็นได้ 

ก็อย่างที่เจ๊เมาธ์พูดอยู่เสมอว่า คนที่มองเห็นก่อน...ย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ยังไม่ได้คิดอะไรเลย! 

เรื่องมันก็มีอยู่เท่านี้เองเจ้าค่ะ
 

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์