
ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท...เจ็บวันนี้ดีกว่าพังทั้งกระดาน!
ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท...เจ็บวันนี้ดีกว่าพังทั้งกระดาน! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย....เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ราคาเบนซินและดีเซลปรับขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตร ส่งผลกระทบต่อต้นทุนในระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน
- สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่พุ่งสูงขึ้นจากสงคราม ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ยั่งยืน
- การตัดสินใจขึ้นราคาครั้งนี้ เป็นความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันฯ และป้องกันความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว แม้จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนในระยะสั้น
*** การตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่ลดเงินชดเชยราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ในคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล “กระโดดขึ้นรวดเดียว 6 บาท” กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ต้นทุนทั้งระบบเศรษฐกิจไทย ขยับขึ้นทันที และถ้านับรวมกับการปรับขึ้นก่อนหน้าในสัปดาห์เดียวกัน…เท่ากับว่า คนไทยต้องรับภาระราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง “ลิตรละ 8 บาท” ในเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง
บอกได้เลยว่า การขึ้นราคาน้ำมันในจังหวะที่หลายคนตั้งตัวไม่ทัน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันคือ “แรงกระแทก” ที่ส่งผ่านตั้งแต่ค่าขนส่งไปจนถึงค่ากับข้าวหน้าปากซอย
ต้นเหตุสำคัญหนีไม่พ้นสงครามตะวันออกกลาง ที่ยังคุกรุ่น ดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งไปแตะระดับ 118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ขึ้นไปแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนดีเซลตลาดสิงคโปร์ก็ทะยานจาก 198.20 ดอลลาร์ ไปแตะ 242.91 ดอลลาร์ภายในไม่กี่วัน ซึ่ง
ผลลัพธ์คือ กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระชดเชยวันละกว่า 2,500 ล้านบาท หรือ เดือนละกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ว่าเป็นระยะสั้นที่ยังมองไม่เห็นอนาคต หรือ ในระยะยาวที่คาดเดาอะไรไม่ได้
เจ๊เมาธ์บอกเลยว่า ถ้ามีต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกวันต่อไปเช่นนี้ “ไม่มีใครแบกไหว”
ดังนั้น...การลดการอุดหนุนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของต้นทุน แต่เป็นการ “รักษาเสถียรภาพ” ของทั้งระบบ และที่สำคัญคือ การป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันในประเทศต่ำกว่าภูมิภาคมากเกินไป จนกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการลักลอบส่งออก หรือ กักตุนเก็งกำไร
พูดง่ายๆ คือ…ยอมเจ็บวันนี้ ดีกว่าเสียหายทั้งระบบในวันหน้า
แต่สิ่งที่น่าห่วงกว่า คือ ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ที่กำลังเข้าสู่ภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” อย่างชัดเจน เพราะในขณะที่ราคาพลังงานพุ่ง ค่าแรงกลับแทบไม่ขยับ ส่งผลให้กำลังซื้อของชนชั้นกลางและล่าง “หดตัวแบบมีนัยสำคัญ” ทำให้โจทย์ของนักลงทุนยากขึ้นมาเพราะการเลือกหุ้นในยุคนี้ ไม่ใช่แค่ดูการเติบโต แต่ต้องดูว่า “ใครอยู่รอดได้ในภาวะต้นทุนสูง”
และถ้ามองให้ลึกใน “มุมมองระดับโลก” เจ๊เมาธ์มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องในไทย แต่เป็นส่วนหนึ่งของแรงกระแทกแบบ “War + Inflation Shock” ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่คะแนนนิยมของ Donald Trump ลดลงเร็ว สะท้อนชัดว่า ทั้งสงครามและค่าครองชีพ กำลังกดดันประชาชนอย่างหนัก
ภาพนี้บอกเราว่า “ราคาน้ำมัน” ไม่ได้เป็นแค่ตัวแปรเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็นตัวกำหนดเกมของทั้งเศรษฐกิจ และการเมืองโลก เพราะเมื่อน้ำมันแพง เงินเฟ้อจะไม่ลง ดอกเบี้ยก็ลดไม่ได้ เศรษฐกิจจึงถูกกดดัน และสุดท้ายย้อนกลับไปกระทบเสถียรภาพของผู้นำ
ในมุมของเจ๊เมาธ์ ตลาดจึงไม่ได้กลัวแค่สงคราม แต่กลัว “ความไม่แน่นอนของนโยบาย” หรือ Policy Volatility มากกว่า เพราะเมื่อแรงกดดันทางการเมืองสูง การตัดสินใจสามารถเปลี่ยนทิศได้ตลอดเวลา ทั้งเร่งเกมหรือรีบจบเกม ซึ่งทั้งหมดนี้หมายความว่า ความผันผวนของตลาดจะเพิ่มขึ้น และนักลงทุนจำเป็นต้องเผื่อความไม่แน่นอนเข้าไปในเกมมากขึ้น โดยมี “ราคาน้ำมัน” เป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางของทุกอย่างในเวลานี้
สำหรับมุมมองในเรื่องของการลงทุน...จากการที่เจ๊เมาธ์ ไปสำรวจมุมมองนักวิเคราะห์ 3 สำนัก พบว่า ทิศทางเริ่มชัดเจนตรงกันคือ ต้อง “เปลี่ยนเกม” จากหุ้นเติบโต (Growth) ไปสู่หุ้นตั้งรับ (Defensive) และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาพลังงาน
เริ่มจากฝั่ง บล.เอเซีย พลัส ที่ชี้ตรงกันว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงาน ดังนั้น ในภาวะน้ำมันแพง หุ้นที่ควรถือคือ “ต้นน้ำ” อย่าง PTTEP ที่ยิ่งราคาน้ำมันขึ้น กำไรก็ยิ่งขยาย
ขณะเดียวกันยังแนะนำกลุ่ม “สื่อสาร” และ “โรงพยาบาล” อย่าง ADVANC และ BDMS เพราะเป็นธุรกิจที่มี Demand แบบจำเป็น (Inelastic) ลูกค้าจำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะเศรษฐกิจดีหรือแย่ แถมยังสามารถส่งผ่านต้นทุนได้ดี
ด้าน บล.หยวนต้า เลือกมองข้ามกำลังซื้อในประเทศ ไปโฟกัส “เงินทุนต่างชาติ” โดยชูนิคมอุตสาหกรรม อย่าง WHA และ AMATA ที่ยังได้อานิสงส์จาก FDI โดยเฉพาะ Data Center และ EV รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์อย่าง MTC และ TIDLOR ที่แม้ NPL จะเป็นความเสี่ยง แต่ความต้องการสินเชื่อ “เพื่อเอาตัวรอด” ในช่วงค่าครองชีพพุ่ง กลับเพิ่มขึ้น
ส่วนมุมมองจาก บล.ดาโอ ค่อนข้างสมดุล โดยมองว่า การขึ้นราคาน้ำมันเป็นบวกต่อ OR และ PTG เพราะลดการแทรกแซงราคา แต่ก็เตือนถึงผลกระทบด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ที่อาจลดการเดินทาง หรือ หันไป Work from Home มากขึ้น
โดยกลุ่มที่ “ต้องระวัง” คือ ค้าปลีก และ กลุ่ม FMCG เช่น CRC, GLOBAL, HMPRO, OSP, CBG, NEO และ SAPPE เพราะโดนบีบทั้งต้นทุนโลจิสติกส์และกำลังซื้อ (ต้นทุนเฉลี่ย 2-3% ของยอดขาย) รวมถึงกลุ่มก่อสร้างอย่าง CK หรือ STECON ที่มีต้นทุนน้ำมันแฝง และกลุ่มท่องเที่ยวอย่าง ERW, CENTEL, MINT และ SHR ที่อาจเผชิญดีมานด์ชะลอ
สุดท้าย...ในยุคที่ “เงินสดมีค่า” และ “กำไรที่จับต้องได้สำคัญกว่าการเติบโตในฝัน” ส่งผลให้ในโลกที่ต้นทุนพุ่งไม่หยุด “บริษัทที่หนี้น้อย กระแสเงินสดดี และกำไรสม่ำเสมอ” คือ เกราะเหล็กที่แท้จริง
เจ๊เมาธ์สรุปง่ายๆ ว่า โลกการลงทุนในทุกวันนี้ ...ไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุดจะชนะ แต่คือคนที่ “อยู่รอดได้นานที่สุด” จึงจะเป็นผู้ชนะนั่นเองเจ้าค่ะ!
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย....เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์






