
ไม่ใช่หุ้นโรงพยาบาล...แต่หุ้นประกันที่ความเสี่ยงซ่อนรูป!
ไม่ใช่หุ้นโรงพยาบาล...แต่หุ้นประกันที่ความเสี่ยงซ่อนรูป! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- การเปลี่ยนเงื่อนไขประกันสุขภาพจากแบบ “เหมาจ่าย” เป็น “จ่ายร่วม” (Co-payment) ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงพยาบาล แต่เป็นความเสี่ยงที่ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจประกันภัย
- การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขดังกล่าว อาจกระทบต่อการตัดสินใจซื้อหรือต่อประกันของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้หลักของบริษัทประกันที่มาจากผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ
- หุ้นในกลุ่มประกันภัยบางตัว มีความเสี่ยงซ่อนอยู่จากปัญหาพื้นฐานของบริษัท เช่น การเติบโตที่ชะงักงันและสภาพคล่องต่ำ ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องพิจารณาเป็นพิเศษ
*** ราคาหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็น BH BCH BDMS CHG PR9 WPH EKH และอีกหลายโรงพยาบาลปรับราคาลงแรง เพราะอาการตื่นตกใจ (Panic) หลังมีข่าวบริษัทประกันรายใหญ่บางรายจะปรับเงื่อนไขการขายประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” สำหรับลูกค้าใหม่ ไปเป็นการขายประกันสุขภาพแบบ Co-payment (การจ่ายร่วม)
เนื่องจากมีการตีข่าวว่า การเปลี่ยนเงื่อนไขประกันนี้ อาจส่งผลต่อการเลือกเข้ารับบริการของผู้ซื้อประกันภัยแบบเหมาจ่าย รวมถึงอาจกระทบต่อความถี่ในการเข้ารับบริการ และจะกลายเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม...เจ๊เมาธ์กลับมีความเห็นตรงกันข้ามกับกูรูหลายราย เพราะมองว่าระบบ Co-payment ซึ่งปกติกำหนดให้ผู้เอาประกันร่วมต้องจ่ายในอัตรา 30% หรืออาจสูงถึง 50% น่าจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงพยาบาล เนื่องจากโรงพยาบาลยังคงมีรายรับจำนวนเท่าเดิม แต่เป็นแค่การปรับรูปแบบการจ่ายเงิน มาเป็นแบบบริษัทประกันภัยจ่ายส่วนหนึ่งและคนไข้จ่ายส่วนหนึ่งเท่านั้น
ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจโรงพยาบาล พบว่า ความเสี่ยงของธุรกิจหลักๆ มาจากความวิตกต่อภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ จนทำให้นักลงทุนกังวลว่า ผู้บริโภคอาจตัดสินใจเข้าใช้บริการน้อยลง จนทำให้รายได้และกำไรปรับลง ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับลดลงมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
จากข้อมูลพบว่า ความเสี่ยงของหุ้นโรงพยาบาลสามารถชดเชยด้วยความต้องการบริการสุขภาพไม่หยุดนิ่ง เพราะเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้รายได้ของโรงพยาบาลมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนตามทิศทางของเศรษฐกิจมากนัก
นอกจากนี้ การที่หุ้นโรงพยาบาลหลายแห่ง มีการจ่ายปันผลที่ดีและสม่ำเสมอ รวมไปถึงเทรนด์การดูแลสุขภาพ ยังคงเป็นเทรนด์ที่มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้หุ้นโรงพยาบาล ที่แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับลดลงแต่รายได้และกำไรยังคงแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผู้เล่นเพียงกลุ่มโรงพยาบาลและกลุ่มประกันภัย ดังนั้น เมื่อพูดถึงหุ้นโรงพยาบาลไปแล้ว คราวนี้ก็ต้องว่ากันถึงหุ้นในกลุ่มประกันภัยกันบ้าง...
จากข้อมูลพบว่า กลุ่มธุรกิจประกันภัยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบไปด้วย 7 กลุ่มย่อย ได้แก่ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย บริษัทประกันภัยต่อ บริษัทโฮลดิ้งที่มีบริษัทลูกเป็นบริษัทประกันภัย บริษัทโฮลดิ้งที่มีบริษัทลูกเป็นบริษัทนายหน้าประกันภัย บริษัทนายหน้าประกันภัย และ บริษัทนายหน้าประกันภัยต่อ
แต่หากจะแบ่งไปอีกหน่อย ก็น่าจะรวมเอากลุ่มบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย บริษัทโฮลดิ้งที่มีบริษัทลูกเป็นบริษัทประกันภัย บริษัทโฮลดิ้งที่มีบริษัทลูกเป็นบริษัทนายหน้าประกันภัย รวมเข้าด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทประกันภัยรุ่นเก๋า ที่ก่อตั้งมานานหลายสิบปี
เช่น TLI ก่อตั้งเมื่อ ปี 2485 จนมีอายุ 83 ปี หรือ BLA ที่ก่อตั้งเมื่อ ปี 2494 อายุ 75 ปี และ MTI ก่อตั้งเมื่อปี 2475 จนปัจจุบันอายุ 93 ปี นอกจากนี้ยังมี THIP BKI AYUD INSURE และ NKI ที่บริษัทเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทที่มีอายุ 70 ปี ขึ้นไปทั้งนั้น
บริษัทเหล่านี้มีทั้งบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกำไรมากๆ รวมไปจนถึงบริษัทขนาดเล็กที่ผลการดำเนินงานขาดทุนยาวนานต่อเนื่อง จนแทบจะไปไม่ไหว
ทั้งนี้มีกูรูคาดการณ์ว่า ในปี 2568 กลุ่มธุรกิจประกันภัยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนจากเหตุภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทั้งแผ่นดินไหวที่ กทม. และ น้ำท่วมภาคใต้ ในขณะที่ประกันภัยการเสี่ยงภัยทุกชนิด (Industry All Risk-IAR) มีแนวโน้มได้รับความสนใจ
ส่วนประกันภัยรถยนต์มีแนวโน้มทรงตัว ประกันชีวิตที่มีสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบเหมาจ่าย หรือโรคร้ายแรงจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงมีแนวโน้ม ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจหลัก
หมายความว่า หากบริษัทประกันเดินหน้าปรับเงื่อนไขประกันสุขภาพโดยยกเลิกการขายประกันสุขภาพแบบ “เหมาจ่าย” สำหรับลูกค้าใหม่ และเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ Co-payment (การจ่ายร่วม) ก็อาจสงผลกระทบต่อการทำและต่อประกัน หลังรายได้จากประกันชีวิตที่มีสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพแบบเหมาจ่าย ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักลดลงนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังพบว่า มีบริษัทประกันภัยต่อที่น่าจะเน้นไปที่ บมจ.ที คิว อาร์ หรือ TQR ซึ่งแม้แนวโน้มของธุรกิจประกันจะเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่จากข้อมูลพบว่า นับตั้งแต่ปี 2564 หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ แม้จะไม่ขาดทุน...แต่พบว่า TQR มีรายได้และกำไรที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทกลับปรับลดลงมากว่า 60% นับตั้งแต่เข้าตลาดฯ สะท้อนให้เห็นปัญหาจุดอ่อนเชิงพื้นฐานของบริษัทที่อ่อนแอ จนส่งผลให้การเติบโตได้ยาก
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาจากการที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ ที่ไม่สามารถเข้าถึงเนื่องจากบริษัทมีสภาพคล่องที่จำกัด ซึ่งหากธุรกิจประกันภัยต่อมีการแข่งขั้นทางธุรกิจที่รุนแรง ก็จะทำให้ถูกกดดัน margin จนเป็นเหตุให้รายได้และกำไรของบริษัท อาจลงไปได้อีก
ขณะเดียวกันยังพบว่า การที่ TQR เป็นบริษัทขนาดเล็กที่มักใช้รูปแบบของความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เป็นตัวเดินธุรกิจทำให้ต้องรับแรงกดดัน ที่มากกว่าเมื่อเทียบกับธุรกิจประกันภัยตัวจริงเสียงจริง
หมายความว่า หากเจ๊เมาธ์จะสรุปง่ายๆ ก็บอกได้ว่า ระบบ Co-payment ที่กดดันราคาหุ้นโรงพยาบาลในตอนนี้ เป็นแค่เรื่องของการบริหารจัดการความเสี่ยงและต้นทุนระหว่าง "บริษัทประกันภัยกับผู้ซื้อประกัน" ซึ่งมีโรงพยาบาลเป็นเพียงตัวกลางในการให้บริการเท่านั้น
หมายว่า กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจากระบบ “เหมาจ่าย” ไปเป็นการขายประกันสุขภาพแบบ Co-payment กลับเป็นกลุ่มบริษัทประกันภัยที่จะได้รับผลกระทบ ...ไม่ใช่กลุ่มโรงพยาบาล เรื่องมันก็มีเท่านี้เองเจ้าค่ะ






