DELTA จัดหนักอีกแล้ว!

08 ม.ค. 2569 | 09:04 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ม.ค. 2569 | 09:31 น.

DELTA จัดหนักอีกแล้ว! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • บริษัทแม่ของ DELTA ทำรายการบิ๊กล็อตขายหุ้นอีกครั้งมูลค่ากว่า 7,789 ล้านบาท
  • การขายหุ้นดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรง ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวร่วงลงอย่างหนักถึง 22.79 จุด
  • บทความชี้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก โดยในอดีตการขายบิ๊กล็อตของ DELTA ก็เคยส่งผลกระทบต่อตลาดและราคาหุ้นมาแล้วหลายครั้ง
  • ผู้เขียนตั้งคำถามถึงหน่วยงานกำกับดูแล ที่ปล่อยให้หุ้นเพียงตัวเดียวมีอิทธิพลต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทยทั้งระบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

*** หลัง DELTA ทำดีลขาย Overnight จำนวน 48 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 171-175 บาท/หุ้น ส่งผลให้การเปิดตลาดหุ้นไทยในภาคเช้าของวันที่ 8 ม.ค. 69 มีรายการบิ๊กล็อตหุ้น DELTA จำนวน 45.55 ล้านหุ้น รวม 11 รายการ ที่ราคาเฉลี่ย 171 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่าซื้อขาย 7,789.05 ล้านบาท กดดันให้ดัชนีหุ้นไทยปรับร่วงลงไปถึง -22.79 จุด  

โดยมีสาเหตุมาจากการที่ Delta International Holding Limited B.V. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Delta Electronics Inc. (DEI) (บริษัทแม่) ได้ขายหุ้นบริษัทฯ จำนวน 51,200,000 หุ้น นัยว่าเพื่อเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจปัจจุบันและขยายกิจการในอนาคต

แต่การขายบิ๊กล็อตหุ้น DELTA ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก... 

ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 29 ก.ย. 66 พบว่า Delta International Holding Limited B.V. (บริษัทแม่) ก็เคยขายบิ๊กล็อตหุ้น จำนวน 89.23 ล้านหุ้น (0.72%) มูลค่า 8.5 พันล้านบาท ราคาเฉลี่ย 94.75–96.75 บาท ต่ำกว่ากระดานราว 7–9% ส่งผลให้ราคาหุ้นของ DELTA ต้องใช้เวลาประมาณ 10 เดือน จึงฟื้นกลับสู่ระดับก่อนขายบิ๊กล็อต 

และต่อมาวันที่ 14 ม.ค. 68 ก็มีการขายบิ๊กล็อตอีกครั้งที่จำนวน 33.38 ล้านหุ้น มูลค่า 4.47 พันล้านบาท ราคา 134 บาท ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลงราว 8% ก่อนใช้เวลาประมาณ 6–7 เดือน ฟื้นกลับสู่จุดเดิม 

น่าสนใจตรงที่ขายหุ้น DELTA แต่กลับส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยทั้งระบบ...

คำถามคือ ผู้คุมกติกา (Regulators) ของตลาดหุ้นไทยปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ได้อย่างไร! 

แน่นอน...การขายหุ้นบางส่วนออกมาโดยที่ไม่ได้กระทบไปถึงโครงสร้าง หรือสัดส่วนของผู้ถือหุ้นถือ เป็นเรื่องปกติที่บริษัททั่วไปที่ไหนต่างก็ทำได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังการทำธุรกรรมภายในของบริษัทเพียงแค่บริษัทเดียว กลับส่งผลต่อภาพรวมของตลาดหุ้นหลักของประเทศหนึ่งประเทศ ...เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องที่น่าคิดตามเป็นอย่างยิ่ง 

เจ๊เมาธ์ไม่ได้คาดหวังว่า ผู้คุมกติกา (Regulators) จะไปทำอะไรกับหุ้นอย่าง DELTA เพราะการที่ตลาดหุ้นจะมีหุ้นสักตัวที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่เจ๊เมาธ์หวังว่าผู้คุมกติกาจะสามารถหาวิธีการจำกัดอิทธิพลหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ให้ส่งกระทบต่อภาพรวมของตลาดหุ้นโดยรวมให้ได้...ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเรื่องขายขี้หน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้บ่อยๆ

การที่ตลาดหุ้นหลักของประเทศ ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนอยู่มากกว่า 800 บริษัท แต่กลับถูกผูกไว้กับหุ้นแค่ไม่กี่ตัวมันดูตลกเกินไป...อายคนอื่นเค้าเจ้าค่ะ 

*** หลัง นายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา สั่งบุกจับ นิโกลัส มาดูโร ผู้นำของเวเนซุเอลา ส่งผลให้ประเทศจีนซึ่งเดิมเคยซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลากว่า 1 ล้านบาเรล/วัน ไม่สามารถซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลาได้ตามปกติ และจำเป็นต้องหันไปซื้อจากตลาดโลก จนอาจเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แม้จะไม่ส่งผลโดยตรงต่อตลาดหุ้นไทย แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง

ทั้งนี้นักวิเคราะห์ประเมินว่า ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ Brent ในสัปดาห์นี้อาจปรับขึ้นเพียง 1-2 เหรียญฯ เท่านั้น เนื่องจากเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้ต่ำกว่า 1% ของโลก แต่ในระยะยาวหากสหรัฐฯ  ส่งบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน จนเวเนซุเอลาสามารถดึงปริมาณสำรองที่มากที่สุดในโลกกลับเข้าสู่ตลาดโลก อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงได้ถึง 4% ตามกลไกตลาด 

ด้วยเหตุนี้ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นไทยที่มีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของตลาดอย่าง PTTEP PTT TOP SPRC และ BCP จึงอาจดูไม่น่าสนใจในช่วงสั้น...แต่ในระยะยาวกลับเป็นอีกเรื่อง! 

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของเจ๊เมาธ์ หากมองแค่เรื่องของเวเนซุเอลา ที่อาจมีผลต่อปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น หรือลดลงไปบ้าง ก็ไม่น่าจะใช้เรื่องใหญ่ ประเด็นสำคัญเจ๊มองไปถึงเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเวเนซุเอลาถือเป็นแหล่งพลังงานอันดับหนึ่งของจีน ซึ่งการสกัดกันที่ว่า จะผลักดันให้การเผชิญหน้าของจีน-สหรัฐฯ ทวีเข้มข้นมากขึ้น จากเดิมที่มีเฉพาะแค่ในเรื่องของสงครามการค้าเป็นหลัก

บอกเลยว่า งานนี้ต้องจับตาว่าจีนจะแก้เกมอย่างไร และทำอะไรได้หรือไม่....เรื่องนี้น่าติดตามจริงๆ

*** ก่อนวันสุดท้ายของปี ก.ล.ต.ได้ประกาศดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในหลายหลักทรัพย์จำนวน 49 คน จากกรณีการสร้างราคาหุ้นและการใช้ข้อมูลภายใน และล่าสุดมีความเคลื่อนไหวเรื่องของคดีหุ้น MORE หลังอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีไปแล้ว 29 ราย 

โดยได้มีการขอออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 3 ราย หลังจากที่ไม่เดินทางมาพบอัยการตามกำหนดนัด เมื่อวันที่ 5 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้แก่ นายเอกภัทร พรประภา นายอธิภัทร พรประภา และ นางอรพินธุ์ พรประภา   

ทั้งนี้ คดีของ MORE ถูกแบ่งออกเป็น 3 สำนวนหลัก ได้แก่ คดีฉ้อโกง คดีอั้งยี่ และ คดีสร้างราคาหุ้น และแม้ว่าศาลมีคำสั่งให้คืนหรือชดใช้ทรัพย์สินแก่บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหาย 10 แห่ง รวมมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท ในคดีฉ้อโกง ขณะที่คดีอั้งยี่มีคำสั่งคืนเงิน 129 ล้านบาท และ คดีปั่นหุ้นเป็นมาตรการทางแพ่ง เรียกค่าปรับประมาณ 226 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน 

เจ๊เมาธ์ก็ได้แต่เอาใจช่วยนะคะ...ขอให้จบคดีไวๆ และผู้เสียหายก็ขอให้ได้รับการเยียวยา  

แม้จะว่ากันตามจริงก็ยังไม่รู้ว่า เงินจำนวนที่ว่านี้มีแค่ตัวเลข หรือมีตัวเงินจริงที่สามารถนำมาชดเชยและเยียวยาผู้เสียหายได้จริงแค่ไหนก็ตาม เจ๊ทำได้แค่เป็นกำลังใจให้เท่านั้นค่ะ