thansettakij
thansettakij
ไบโอเครดิต : แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ กับความซับซ้อนของธรรมชาติ

ไบโอเครดิต : แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ กับความซับซ้อนของธรรมชาติ

17 เม.ย. 69 | 07:46 น.
อัปเดตล่าสุด :17 เม.ย. 69 | 08:07 น.

ไบโอเครดิต: แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ กับความซับซ้อนของธรรมชาติ : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย และ พิทักษ์ จงนรังสิน

KEY

POINTS

  • ไบโอเครดิต คือ นวัตกรรมที่ใช้กลไกตลาดสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
  • แนวคิดนี้พัฒนาต่อยอดมาจากคาร์บอนเครดิต แต่มีความซับซ้อนกว่า เนื่องจากความหลากหลายทางชีวภาพมีความเฉพาะเจาะจงตามพื้นที่ ทำให้เครดิตไม่สามารถทดแทนกันได้ (non-fungible)
  • กระบวนการทำงาน คือ การวัดผลลัพธ์เชิงบวกต่อระบบนิเวศจากโครงการอนุรักษ์ แล้วเปลี่ยนเป็นหน่วยเครดิตที่ผ่านการรับรองและสามารถซื้อขายได้
  • ความท้าทายสำคัญ คือ การออกแบบระบบให้มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อป้องกันปัญหาการฟอกเขียว (greenwashing) และสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง

เศรษฐกิจโลกพึ่งพาธรรมชาติอย่างมาก จากข้อมูลของ World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า กว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ของโลกพึ่งพิงกับระบบนิเวศ  และการล่มสลายของระบบนิเวศจะทำให้มูลค่าของ GDP โลก หายไปราว 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2030  

อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์ธรรมชาติจำเป็นต้องอาศัยเงินจำนวนมาก ซึ่งการขาดแคลนเงินทุนเพื่อดูแลรักษาทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ 

เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity credits หรือ bio-credits) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่นำกลไกตลาดมาใช้ในการระดมเงินทุนเพื่อดูแลธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  Biodiversity Credit Alliance (BCA)

ได้กำหนดนิยามของเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพไว้ว่า คือ ใบรับรองที่แสดงถึงหน่วยของผลลัพธ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งได้รับการวัด และยืนยันด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ มีความยั่งยืนในระยะยาว และเป็นผลลัพธ์เพิ่มเติมจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามปกติ (additionality) โดยไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือสถานการณ์ 

เช่น บริษัท A ดำเนินโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลน และใช้มาตรฐาน X ในการนับไบโอเครดิต เพื่อขอรับใบรับรอง บริษัทจึงเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการ และนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างกรณี “มีโครงการ” กับ “ไม่มีโครงการ” ว่าความหลากหลายทางชีวภาพดีขึ้นหรือไม่

จากนั้น บริษัท A ส่งข้อมูลดังกล่าวให้ผู้ดูแลมาตรฐาน X พิจารณาออกใบรับรองไบโอเครดิต โดยจำนวนไบโอเครดิตที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับระดับของผลลัพธ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นจากโครงการ

ไบโอเครดิตสร้างขึ้นจากกิจกรรมอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพหลายรูปแบบ ที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และสามารถซื้อขายได้ โดยฝั่งผู้ซื้ออาจเป็นบริษัท หรือ ประชาชนที่มีความยินดีจ่ายเพื่อปกป้อง/ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และฝั่งผู้ผลิต/ผู้ขายจะเป็นผู้ที่ลงทุนดำเนินกิจกรรมที่สามารถปกป้อง/ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพได้  

โดยในปัจจุบันมีระบบเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพเกิดขึ้นกว่า 50 ระบบทั่วโลก ซึ่งมีทั้งแบบที่เริ่มดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างการพัฒนา และมีทั้งตลาดภาคบังคับ (compliance markets) และภาคสมัครใจ (voluntary market) โดยหากพิจารณาจากจำนวนระบบจะเห็นได้ว่า แนวคิดเรื่องไบโอเครดิตมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

แนวคิดของไบโอเครดิตมีความคล้ายคลึงกับกลไกคาร์บอนเครดิตที่แพร่หลายไปทั่วโลกแล้วในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะแนวความคิดเรื่องไบโอเครดิตได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากพื้นฐานด้านการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์มาสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับ คาร์บอนเครดิต 

นอกจากนี้ ในการพัฒนาระบบไบโอเครดิต ก็มักนำเอาประสบการณ์ของตลาดคาร์บอนเครดิตไปประยุกต์ใช้ ทั้งในการกำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนเครดิต (registration) การกำหนดให้มีการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (monitoring, reporting, and verification) ให้แน่ชัดก่อนที่จะมีการออกเครดิต และให้มีการซื้อขายเครดิตระหว่างกันได้ 

จึงอาจกล่าวได้ว่า ไบโอเครดิตนั้นได้รับแรงบันดาลใจ และพัฒนาต่อยอดมาจากการนำกลไกตลาดคาร์บอนไปใช้ เพื่อจูงใจให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก 

อย่างไรก็ตาม คาร์บอนเครดิตและไบโอเครดิตมีหลายส่วนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยความแตกต่างที่เด่นที่สุดเกิดจากลักษณะของทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีความเฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง 

ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จะมีลักษณะทางธรรมชาติแตกต่างจากพื้นที่ชุ่มน้ำในภาคใต้ หรือ แม้กระทั่งแตกต่างจากพื้นที่ริมทะเลของอ่าวไทยซึ่งอยู่ในจังหวัดเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ไบโอเครดิตที่เกิดในพื้นที่หนึ่ง มีรายละเอียดที่แตกต่างจากไบโอเครดิตที่เกิดในระบบนิเวศลักษณะอื่น

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ไบโอเครดิตมีลักษณะที่ทดแทนกันได้ยาก (non-fungibility) ซึ่งแตกต่างจากการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีหน่วยวัดที่ชัดเจน (หน่วยตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า: tCO2eq) และผลของการลดก๊าซเรือนกระจกต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเท่ากัน ไม่ว่าจะลดที่ใดก็ตาม (fungible) 

ความแตกต่างอีกอย่างหนึ่ง คือ คาร์บอนเครดิตมุ่งเน้นการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก โดยมองว่า ผลดีต่อระบบนิเวศเป็นผลพลอยได้ (co-benefits) ในขณะที่ไบโอเครดิตมุ่งหวังผลลัพธ์ที่ดีต่อธรรมชาติเป็นสำคัญ โดยอาจมีการลดคาร์บอนเป็นผลพลอยได้

นอกจากนี้ไบโอเครดิตยังเป็นตลาดเกิดใหม่ซึ่งยังมีปริมาณการซื้อขายไม่มากนัก ในขณะที่ตลาดคาร์บอนนั้นมีประวัติการดำเนินงานที่ยาวนานกว่า 

ถึงแม้ว่าคาร์บอนเครดิตและไบโอเครดิต จะมีความแตกต่างกัน และในปัจจุบันเครดิตทั้งสองยังถือว่าเป็นสินค้าคนละประเภทกัน แต่หากมองในระดับกิจกรรมแล้ว จะเห็นว่า กิจกรรมการอนุรักษ์ประเภทเดียวกัน หรือกิจกรรมที่เกิดในพื้นที่เดียวกัน อาจสร้างได้ทั้งคาร์บอนเครดิตและไบโอเครดิต 

เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ จะเกิดประโยชน์ในด้านการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก และในด้านการสร้างผลบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่มาตรฐานคาร์บอนเครดิตบางประเภท จะมีการกล่าวถึงประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพอยู่บ้าง 

ท้ายที่สุดแล้ว เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ อาจไม่ใช่ “คำตอบเดียว” ของการแก้ปัญหาธรรมชาติ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุน และสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้การอนุรักษ์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 

อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบไบโอเครดิต จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และ ความเป็นธรรมต่อชุมชนในพื้นที่ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกังวลเรื่อง “การฟอกเขียว” (greenwashing) และ การบิดเบือนเป้าหมายของการอนุรักษ์

หากสามารถทำได้ ไบโอเครดิตจะไม่เพียงช่วยระดมทรัพยากรเพื่อปกป้องธรรมชาติ แต่ยังเป็นโอกาสในการปรับทิศทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับคุณค่าของระบบนิเวศอย่างแท้จริง เพราะเศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์และทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย และ พิทักษ์ จงนรังสิน