thansettakij
thansettakij
คนละครึ่งกับแรงจูงใจต่อโครงสร้างธุรกิจไทย

คนละครึ่งกับแรงจูงใจต่อโครงสร้างธุรกิจไทย

11 มี.ค. 2569 | 05:26 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มี.ค. 2569 | 05:43 น.

คนละครึ่งกับแรงจูงใจต่อโครงสร้างธุรกิจไทย : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4182

KEY

POINTS

  • โครงการคนละครึ่งช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้าที่เข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งเป็นผลดีที่ยังคงอยู่แม้โครงการจะสิ้นสุดลงแล้ว
  • การกระจายเงินอุดหนุนจากภาครัฐมีความกระจุกตัวสูง โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ 5% แรกได้รับเงินสนับสนุนถึง 41% ของงบประมาณทั้งหมด
  • แม้ความกังวลเรื่องภาษีทำให้ร้านค้าออกจากโครงการเพียงส่วนน้อย (6%) แต่โครงการยังขาดการออกแบบเพื่อจูงใจให้ร้านค้านอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีอย่างชัดเจน

“คนละครึ่ง” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยเป็นทั้งสัญลักษณ์ของการช่วยร้านเล็ก ภาพของตลาดชุมชนที่กลับมาคึกคัก และเป็นตัวแทนของมาตรการรัฐที่คนรู้สึกว่า เม็ดเงินลงมาถึงมือตัวเองจริงๆ

แต่สงสัยไหมครับว่า มาตรการที่ดูเหมือนจะวินวินสำหรับทุกฝ่ายนี้ กำลังสร้างแรงจูงใจแบบไหนให้แก่โครงสร้างธุรกิจไทย 

บทความนี้สรุปบางส่วนจากสรุปงานวิจัยที่ผู้เขียนทำร่วมกับ ณัฐพล เลิศเมธาพัฒน์, ดร.นฎา วะสี และ ดร.พิทวัส พูนผลกุล โดยใช้ข้อมูลธุรกรรม e-payment ควบคู่กับข้อมูลจาก LINE MAN Wongnai เพื่อประเมินผลกระทบของโครงการคนละครึ่งในช่วงปี 2563–2565 ต่อร้านค้า โดยแบ่งเป็นสามมิติ  

หนึ่ง คนละครึ่งช่วยร้านค้าอย่างไร

สอง เงินรัฐกระจายตัวแค่ไหน

สาม ร้านออกจากโครงการเพราะกลัวภาษี จริงไหม

1) คนละครึ่งช่วยร้านค้าอย่างไร

ข้อเท็จจริงประการแรกที่ชัดเจนคือ โครงการนี้ช่วยเพิ่มยอดขายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญ

จากการวิเคราะห์ผู้ประกอบการที่รับชำระผ่านการโอนเงินเป็นหลัก พบว่า เมื่อเทียบกับร้านที่ยังไม่ได้เข้าโครงการ ร้านที่เข้าร่วมมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 50% ในช่วงที่มีโครงการ และที่สำคัญคือ ยอดขายนอกโครงการ (ธุรกรรมที่ไม่ใช้สิทธิคนละครึ่ง) ก็เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 13% ผลลัพธ์นี้พบทั้งในร้านค้าทั่วไปและร้านบนแพลตฟอร์ม 

เมื่อเจาะลึกไปที่กลไกการเติบโต การวิเคราะห์ข้อมูลร้านอาหารบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี พบว่า ยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นนั้น ไม่ได้มาจากการที่ลูกค้าสั่งอาหารต่อครั้งแพงขึ้น แต่เกิดจากการ "ขยายฐานลูกค้า" อย่างมีนัยสำคัญ โดยร้านที่เข้าร่วมโครงการมีทั้งจำนวนลูกค้าไม่ซ้ำกัน (unique customers) และจำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเกือบ 200%

นัยสำคัญของตัวเลขนี้คือ คนละครึ่งทำหน้าที่เป็น ‘เครื่องมือเปิดโอกาส’ ให้ผู้บริโภคได้ทดลองเข้าถึงร้านค้าขนาดเล็กที่พวกเขาไม่เคยใช้บริการมาก่อน และที่สำคัญที่สุด ผลลัพธ์นี้ไม่ได้หายไปพร้อมกับการสิ้นสุดโครงการ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้าเล็กที่ยังคงรักษายอดขายให้สูงกว่าช่วงก่อนเข้าร่วมโครงการได้ประมาณ 14% แม้ผ่านแล้ว 4 เดือน

ในมิตินี้ คนละครึ่งไม่ใช่แค่การอุดหนุน แต่เป็นการสร้างการรับรู้และฐานลูกค้าใหม่ให้ร้านเล็กจริง

2) เงินรัฐกระจายตัวแค่ไหน 

อย่างไรก็ตาม ภาพการกระจายงบประมาณสะท้อนอีกด้านหนึ่งที่ควรตั้งคำถาม

ผู้ประกอบการที่มีรายรับสูงสุด Top 5% (ประมาณ 65,000 ราย) ได้รับเม็ดเงินสนับสนุนรวมกันถึง 41% ของงบประมาณโครงการทั้งหมด ขณะที่กลุ่มล่างสุด Bottom 20% ได้รับส่วนแบ่งเพียง 0.5% หรือเฉลี่ยประมาณ 4,100 บาทต่อรายเท่านั้น

ร้านที่ได้รับประโยชน์สูงสุดเหล่านี้ โดยทั่วไปมีขนาดใหญ่กว่า มีฐานลูกค้าที่คุ้นเคยกับการโอนเงินผ่านแอพ และเข้าร่วมโครงการแทบทุกระยะ

ข้อค้นพบนี้ไม่ได้หมายความว่า ร้านเล็กไม่ได้ประโยชน์ แต่สะท้อนว่า เม็ดเงินเกือบครึ่งหนึ่งของมาตรการที่ตั้งใจช่วยรายย่อย กลับไหลไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มร้านที่มีศักยภาพสูงอยู่เดิม

3) ร้านออกจากโครงการเพราะกลัวภาษี จริงไหม

อีกข้อกังวลหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากคือ ร้านค้าอาจถอนตัวจากโครงการเพราะกลัวถูกดึงเข้าสู่ระบบภาษี

งานวิจัยที่ใช้ข้อมูลธุรกรรม e-payment ชี้ว่ามีร้านออกจากโครงการจริง แต่คิดเป็นเพียงประมาณ 6% ของร้านที่เคยเข้าร่วมทั้งหมด
นั่นหมายความว่า “ความกลัวภาษี” มีอยู่จริง แต่ไม่ได้มากพอจะทำให้โครงการสะดุดในเชิงจำนวนผู้เข้าร่วม

                              คนละครึ่งกับแรงจูงใจต่อโครงสร้างธุรกิจไทย

ข้อค้นพบนี้ชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องทบทวนความกังวลว่า ร้านค้าจะไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ จนกลายเป็นข้อจำกัดในการใช้ข้อมูลจากโครงการเพื่อพาร้านค้าเข้าสู่ระบบ

หากมาตรการอุดหนุนไม่ได้เชื่อมโยงกับเงื่อนไขการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างชัดเจน รัฐอาจกำลังบั่นทอนแรงจูงใจของร้านค้าที่เข้าระบบอย่างถูกต้อง และอาจจะมีขนาดใหญ่เกินไป ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ 
เมื่อร้านนอกระบบสามารถเข้าถึงเงินอุดหนุนได้พอกัน หรือมากกว่าร้านที่ปฏิบัติตามกติกาอย่างครบถ้วน แรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบก็อ่อนแรงลงโดยปริยาย

ในระยะสั้น เราอาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ในระยะยาว เราอาจพลาดโอกาสสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการ และขยายฐานภาษี

คำถามจึงไม่ใช่ว่า ร้านค้ากลัวภาษีมากแค่ไหน แต่คือเราจะออกแบบมาตรการนี้ให้เป็นสะพานเข้าสู่ระบบได้อย่างไร

สรุป

ภาพรวมของหลักฐานชี้ว่า คนละครึ่งช่วยร้านค้าได้จริง โดยเฉพาะในมิติการเปิดตลาด แต่เงินสนับสนุนกระจุกตัวสูง ผลต่อการเพิ่มการบริโภคยังค่อนข้างจำกัด และบทบาทในการพาร้านเข้าสู่ระบบยังไม่ชัดเจน

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า จะทำคนละครึ่งพลัสอีกหรือไม่ รอบนี้จะให้วงเงินเท่าไหร่  หรือใช้งบประมาณเท่าใด

แต่คือ เรากำลังใช้เงินภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น หรือกำลังออกแบบแรงจูงใจของธุรกิจไทยในระยะยาว

เพราะนโยบายการคลังที่ดี ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข GDP ในไตรมาสถัดไป แต่วัดกันที่โครงสร้างแรงจูงใจที่มันหลงเหลือไว้หลังจากมาตรการสิ้นสุดลง

อ้างอิง: Lertmethaphat, N., Wasi, N., Muthitacharoen, A., & Poonpolkul, P. (2025). มองผู้ประกอบการรายย่อยนอกระบบผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” (aBRIDGEd No. 15/2025). Puey Ungphakorn Institute for Economic Research. https://www.pier.or.th/abridged/2025/15/
Muthitacharoen, A. (2024). Digital fiscal stimulus and SMEs: difference-in-differences evidence from Thailand’s half-and-half program. Applied Economics Letters.

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4182