thansettakij
thansettakij
"Panic Demand" เมื่อความกลัวน้ำมันหมด...ทำให้น้ำมันหมดจริง

"Panic Demand" เมื่อความกลัวน้ำมันหมด...ทำให้น้ำมันหมดจริง

01 เม.ย. 69 | 04:55 น.
อัปเดตล่าสุด :01 เม.ย. 69 | 06:54 น.

"Panic Demand" เมื่อความกลัวน้ำมันหมด...ทำให้น้ำมันหมดจริง : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.สันต์ สัมปัตตะวนิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4188 + 4189

KEY

POINTS

  • ภาวะน้ำมันขาดแคลนไม่ได้เกิดจากปริมาณน้ำมันในระบบไม่เพียงพอเสมอไป แต่เกิดจาก "อุปสงค์จากความกลัว" (Panic Demand) ที่ผู้คนแห่ซื้อกักตุนเพราะกลัวของจะหมด จนทำให้สินค้าหมดจริง
  • พฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไปพร้อมกันในวงกว้าง ทำให้ความต้องการระยะสั้นพุ่งสูงเกินกว่าที่ระบบกระจายสินค้าปกติจะรับมือได้ทัน กลายเป็นปรากฏการณ์ "ความคาดหวังที่กลายเป็นจริงด้วยตัวเอง" (Self-fulfilling Expectation)
  • แม้การซื้อสำรองจะเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลในระดับบุคคล แต่เมื่อทุกคนทำเหมือนกันจะนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงลบในภาพรวม ซึ่งเป็นปัญหาการประสานพฤติกรรม (Coordination Problem)
  • การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มปริมาณสินค้าเท่านั้น แต่สำคัญที่การสื่อสารที่โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นจากภาครัฐ เพื่อลดความไม่แน่นอนและช่วยบรรเทาความตื่นตระหนกของผู้บริโภค

วิกฤตการณ์ขาดแคลนสินค้าในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มีรูปแบบที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง นั่นคือ หลายครั้งความขาดแคลนที่เกิดขึ้นจริงในตลาดไม่ได้มีต้นตอมาจาก "ของหมด" ในความหมายตรงตัว แต่เกิดจากกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้น ซึ่งรวมเอาความคาดหวัง ความกลัว และการตัดสินใจของผู้คนจำนวนมาก ที่ตอบสนองต่อข่าวสารในเวลาใกล้เคียงกันเข้าไว้ด้วยกัน 

กรณีของน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าหยิบยกขึ้นมาทำความเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อตอบว่า ใครผิดหรือถูก แต่เพื่อให้เห็นว่าเศรษฐศาสตร์มีเครื่องมือในการอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ได้อย่างไร

ในทางเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน เมื่อกล่าวถึงภาวะขาดแคลน ภาพที่นึกถึงโดยทั่วไปคือ อุปทานที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตที่สะดุด วัตถุดิบที่หายาก เส้นทางขนส่งที่ถูกตัด หรือ เหตุการณ์ทางการเมืองที่ทำให้ต้นทุนนำเข้าพุ่งสูง ปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญและในหลายกรณี ก็เป็นสาเหตุหลักที่ปฏิเสธไม่ได้ 

อย่างไรก็ตาม ตลาดในโลกความเป็นจริงไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปริมาณสินค้าเพียงอย่างเดียว ตลาดยังขับเคลื่อนด้วยความเชื่อ ความคาดหวัง และ การมองการณ์ล่วงหน้าของผู้ซื้อและผู้ขายด้วย เมื่อผู้คนเชื่อว่า สินค้าบางชนิดกำลังจะหายาก พฤติกรรมการซื้อจะเปลี่ยนแปลงทันที แม้ความต้องการใช้งานจริงอาจยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักก็ตาม

จุดนี้เองที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "อุปสงค์จากความกลัว" หรือ panic demand ในสถานการณ์ปกติ ผู้บริโภคซื้อสินค้าใกล้เคียงกับความต้องการใช้งานจริง เช่น เติมน้ำมันเมื่อน้ำมันในถังเริ่มลดลง ซื้อของตามรอบการบริโภคประจำสัปดาห์ หรือ สำรองไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อความสะดวก 

แต่เมื่อมีสัญญาณ หรือ ข่าวสารว่าสินค้าอาจขาดตลาด ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งจะเริ่มซื้อเร็วขึ้นกว่าปกติ ซื้อปริมาณมากขึ้น หรือ ซื้อเผื่อไว้เกินความต้องการทันที เมื่อพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในวงกว้าง อุปสงค์ระยะสั้นก็จะพุ่งสูงอย่างฉับพลัน จนระบบการกระจายสินค้าซึ่งออกแบบมาสำหรับพฤติกรรมปกติ ไม่สามารถตอบสนองได้ทัน แม้ว่าสต็อกสินค้าในระดับรวมอาจยังไม่ได้ลดลงมากก็ตาม

น้ำมันเชื้อเพลิงมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้รุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากน้ำมันไม่ใช่เพียงสินค้าเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล แต่เป็นปัจจัยการผลิตและต้นทุนพื้นฐานของกิจกรรมเศรษฐกิจแทบทุกประเภท เมื่อผู้บริโภคกังวลเรื่องการเข้าถึงน้ำมัน พฤติกรรมการเติมสำรองจึงไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการขับรถยนต์ส่วนตัว แต่สะท้อนความกังวลที่กว้างกว่านั้น ทั้งการเดินทางไปทำงาน การขนส่งสินค้า และความต่อเนื่องของกิจวัตรประจำวัน 

ด้วยเหตุนี้ อุปสงค์ระยะสั้นจึงมีโอกาสกระโดดขึ้นสูงกว่าสินค้าทั่วไปมาก และเมื่อเกิดการเร่งซื้อพร้อมกัน ภาพของคิวยาวหน้าสถานีบริการ หรือ การขาดน้ำมันบางชนิดในบางพื้นที่ ก็ยิ่งเป็นการยืนยันความเชื่อว่า "ต้องรีบซื้อก่อนจะสาย" ทำให้วงจรขยายตัวต่อไปอีก

ในทางทฤษฎี นี่คือ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า self-fulfilling expectation หรือ ความคาดหวังที่กลายเป็นจริงด้วยตัวมันเอง สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดนี้ คือ มันไม่ได้ปฏิเสธว่าปัจจัยพื้นฐานไม่มีอยู่ ตรงกันข้าม ความคาดหวังในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเสี่ยงที่มีอยู่จริงในระดับหนึ่ง 

สิ่งที่เศรษฐศาสตร์ช่วยให้เราเห็นคือ ความรุนแรงของผลลัพธ์ไม่ได้ถูกกำหนดโดยปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขยายหรือบรรเทาโดยปฏิกิริยาของผู้คนต่อปัจจัยเหล่านั้นด้วย 

สมมติว่า มีความเสี่ยงด้านการนำเข้าในระดับหนึ่ง หากผู้บริโภคยังซื้อใกล้เคียงปกติ ระบบอาจยังรับมือได้ แต่หากผู้บริโภคจำนวนมากเร่งซื้อพร้อมกัน ความตึงตัวในตลาดก็จะเกิดเร็วและรุนแรงกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานจะบอกได้มาก

นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์เชิงระบบเช่นนี้ว่า เป็น coordination problem หรือ ปัญหาการประสานพฤติกรรม ซึ่งผลลัพธ์ของระบบโดยรวมไม่ได้ขึ้นกับทรัพยากรที่มีอยู่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับสิ่งที่ผู้คนคาดว่า คนอื่นจะทำด้วย หากคนแต่ละคนเชื่อว่า คนอื่นจะรีบซื้อ หรือ กักตุนก่อน ตรรกะที่สมเหตุสมผลในระดับปัจเจกก็คือ ต้องรีบทำก่อนเช่นกัน และเมื่อทุกคนคิดแบบเดียวกัน สิ่งที่เดิมเป็นเพียงความกังวล ก็อาจกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้จริง 

นี่คือ หนึ่งในข้อสรุปสำคัญของทฤษฎีเกมและเศรษฐศาสตร์สถาบัน ที่ว่าผลลัพธ์ของระบบไม่สามารถอนุมานได้จากตัวบุคคลเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงบทบาทของความเชื่อร่วมกัน

ประเด็นนี้ยังขยายไปสู่แนวคิดเรื่องต้นทุนจากความไม่แน่นอน ในสถานการณ์ปกติ ราคาสินค้าสะท้อนต้นทุนการผลิต การขนส่ง ภาษี และ กำไรตามปกติ แต่เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะจากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ หรือข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ในตลาด ราคาจะเริ่มสะท้อน "ค่าความเสี่ยง" เพิ่มเติมด้วย  

ผู้ค้าต้องเผื่อความเสี่ยงในการจัดหา ผู้ขนส่งต้องเผื่อต้นทุนที่ผันผวน ผู้บริโภคต้องเผื่อความไม่แน่นอนในอนาคต ทุกฝ่ายปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันตัวเอง และเมื่อการป้องกันตัวเองของทุกฝ่ายมารวมกัน ระบบโดยรวมก็จะมีต้นทุนสูงขึ้น กว่าที่แต่ละคนคาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ 

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ ภาวะขาดแคลนในทางเศรษฐศาสตร์ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า "ไม่มีของเหลืออยู่เลย" เสมอไป ภาวะขาดแคลนในความหมายที่กว้างกว่า หมายถึงสถานการณ์ที่สินค้าไม่สามารถถูกส่งไปถึงผู้ต้องการในเวลา และสถานที่ที่ต้องการ หรือถูกส่งไปด้วยต้นทุนสูง จนคนจำนวนหนึ่งเข้าถึงไม่ได้ 

ในโลกธุรกิจ ปัญหาจึงมักไม่ใช่เรื่องปริมาณรวม แต่เป็นเรื่องการจัดสรรและจังหวะเวลา เช่น มีสินค้าในคลังกลาง แต่ยังไปไม่ถึงหน้าร้าน มีปริมาณสำรองอยู่ในระบบ แต่ยังไม่ถูกปล่อยเข้าสู่ตลาด หรือมีของอยู่แต่ราคาสูงเกินกว่าที่ผู้บริโภคบางกลุ่มจะรับได้ การเข้าใจมิตินี้ทำให้การวิเคราะห์มีความแม่นยำ กว่าการตัดสินแบบง่ายว่ามีหรือไม่มีสินค้าเพียงอย่างเดียว

                      "Panic Demand" เมื่อความกลัวน้ำมันหมด...ทำให้น้ำมันหมดจริง

ในแง่นี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดน้ำมัน หรือ สินค้าอื่นในยามวิกฤต จึงไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องของ "คนตื่นตระหนก" โดยไม่พิจารณาบริบทให้รอบด้าน เพราะในระดับปัจเจก การตัดสินใจซื้อสำรองเผื่อไว้มักดูสมเหตุสมผลมาก ผู้บริโภคไม่รู้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อแค่ไหน ไม่มั่นใจว่าระบบจะรับมือได้ดีพอ และไม่ต้องการแบกรับต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น หากสินค้าหายไปจริง 

ตรรกะนี้เป็นเหตุเป็นผลในระดับบุคคลโดยสิ้นเชิง แต่ในระดับระบบ การตัดสินใจที่สมเหตุสมผลของแต่ละคนอาจสร้างผลลัพธ์รวมที่ไม่มีใครต้องการ นี่คือหนึ่งในบทเรียนคลาสสิกที่สุดของเศรษฐศาสตร์ ที่ว่า สิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลสำหรับปัจเจก อาจไม่ก่อให้เกิดผลดีสำหรับสังคมโดยรวมเสมอไป

บทเรียนจากแนวคิดนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งภาคธุรกิจ และ ภาครัฐ สำหรับภาคธุรกิจ บริษัทจำนวนมากมักวางกรอบการบริหารความเสี่ยงไว้ที่ต้นทุน วัตถุดิบ หรือ ความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์ ซึ่งล้วนสำคัญ แต่ในความเป็นจริง กิจการยังต้องบริหาร "พฤติกรรมของตลาด" ด้วย 

หากธุรกิจขายสินค้าที่ผู้คนมีแนวโน้มจะแห่ซื้อในยามไม่แน่นอน บริษัทนั้นต้องเตรียมทั้งแผนการกระจายสินค้า กลยุทธ์การสื่อสาร และแนวทางจัดการอุปสงค์ผิดปกติไว้ล่วงหน้า มิฉะนั้น ต่อให้มีสินค้าเพียงพอในภาพรวม ก็อาจยังเผชิญปัญหาขาดแคลนเฉพาะจุดจนกระทบชื่อเสียงและรายได้ในที่สุด

สำหรับภาครัฐ บทเรียนสำคัญ คือ การสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ ไม่ควรจำกัดอยู่ที่การสะสมทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการสร้างสถาบันที่น่าเชื่อถือ ระบบข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และมาตรการรองรับที่ประชาชนเข้าใจล่วงหน้า เพราะในยามวิกฤต สิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่คือ ความเชื่อมั่นว่าระบบยังทำงานได้ 

บทบาทของนโยบายสาธารณะจึงไม่ได้มีแค่การเพิ่มอุปทานหรือควบคุมราคา แต่ยังรวมถึงการลดความไม่แน่นอนและช่วยประสานความคาดหวังของสังคมด้วย หากรัฐสามารถสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง ทั้งเรื่องปริมาณสำรอง แผนการนำเข้า การกระจายสินค้า และ มาตรการรองรับ ความจำเป็นที่ผู้บริโภคจะต้องเร่งป้องกันความเสี่ยงด้วยตัวเองก็จะลดลงตามไปด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การสื่อสารที่ดีไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านภาพลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยลดอุปสงค์จากความตื่นตระหนกได้โดยตรง หากความเชื่อมั่นในระบบยังคงอยู่ ผู้คนจะมีแรงจูงใจน้อยลง ที่จะกักตุน หรือ ปรับพฤติกรรมอย่างรุนแรง แต่หากความเชื่อมั่นสั่นคลอน แม้ปริมาณสำรองในระดับประเทศจะยังพอเพียง ระบบก็อาจตึงตัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก 

นี่คือเหตุผลที่สถาบันที่มีความน่าเชื่อถือในระยะยาว จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีค่า ไม่ต่างจากถนน ท่าเรือ หรือโครงข่ายพลังงาน

ดังนั้น เราไม่ควรเป็นการโยนความผิดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ว่าเป็นเพราะผู้บริโภคตื่นตระหนก หรือ เพราะมีคนกักตุนเพื่อหากำไร เพราะภาวะวิกฤตส่วนใหญ่มักเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน 

สิ่งที่เศรษฐศาสตร์เสนอให้เราทำ คือ การแยกองค์ประกอบเหล่านั้นออกมาทำความเข้าใจ ว่าปัจจัยพื้นฐานด้านอุปทานทำงานอย่างไร ความคาดหวังของตลาดเป็นอย่างไร และนโยบายสาธารณะควรลดความเสียหายที่จุดไหนก่อนหลัง การวิเคราะห์ที่รอบด้านเช่นนี้จะช่วยให้ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารธุรกิจ และ ประชาชนทั่วไปสามารถเตรียมรับมือกับวิกฤตในรูปแบบต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ท้ายที่สุด กรณีนี้ชวนให้มองเศรษฐศาสตร์ในฐานะที่ไม่ใช่เพียงศาสตร์ของราคาและการเติบโต แต่เป็นศาสตร์ของการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดและความไม่แน่นอน ความขาดแคลนในโลกเศรษฐกิจสมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจำนวนสิ่งของ แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากร ข้อมูล ความเชื่อมั่น และพฤติกรรมของผู้คน  

ยิ่งระบบใดพึ่งพาการประสานกันของคนจำนวนมาก ระบบนั้นยิ่งต้องการข้อมูลที่ดี สถาบันที่น่าเชื่อถือ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้ความกังวลลุกลาม เกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานจะรับรองได้ 

การเข้าใจประเด็นนี้ไม่ได้มีประโยชน์แต่เฉพาะสำหรับนักวิชาการหรือ ผู้กำหนดนโยบายเท่านั้น แต่มีประโยชน์สำหรับทุกคนที่ต้องตัดสินใจ ในโลกที่มีความไม่แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.สันต์ สัมปัตตะวนิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4188 + 4189