thansettakij
thansettakij
โลกผันเปลี่ยน คนผันผ่าน กับบทเรียนและคำถามที่ยังค้างคา

โลกผันเปลี่ยน คนผันผ่าน กับบทเรียนและคำถามที่ยังค้างคา

25 มี.ค. 69 | 04:28 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มี.ค. 69 | 04:43 น.

โลกผันเปลี่ยน คนผันผ่าน กับบทเรียนและคำถามที่ยังค้างคา : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย ... รศ.ดร.นรชิต จิรสัทธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4186

KEY

POINTS

  • ข้อคิดจากวงสนทนากับนักวิชาการอาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่สะท้อนมุมมองต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงและฝากคำถามไว้ให้คนรุ่นใหม่
  • ประเด็นสำคัญครอบคลุมถึงการให้คุณค่ากับปัจจัยทางวัฒนธรรมและแรงใจในการทำงาน, การยึดมั่นใน "หลักการ" มากกว่า "ผลประโยชน์" ทางการเมือง, และการรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลกเชิงรุก
  • เหล่านักวิชาการยังทิ้งท้ายด้วยคำถามเชิงวิพากษ์ต่อสังคม ทั้งเรื่องการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจอย่างไม่จบสิ้น และการแสวงหาแนวทางใหม่ในยุคที่ความเชื่อดั้งเดิมอาจใช้ไม่ได้ผล

ในตอนแรกที่ได้ทราบถึงกำหนดการส่งต้นฉบับบทความนี้ ผมก็คิดในหัวอยู่หลายวันเหมือนกันว่า จะเขียนเรื่องอะไรดี เพราะว่าเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในบริบทโลกและประเทศไทย เกิดขึ้นหลายอย่างพร้อมกัน จนติดตามแทบไม่ทัน 

ขอออกตัวเลยครับว่า บางทีก็จับต้นชนปลายไม่ถูก และก็เลือกไม่ได้จริงๆว่าจะเขียนเรื่องอะไร  จนมาถึงช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมและเพื่อนร่วมงานได้มีโอกาสพบปะกับอาจารย์อาวุโสหลายท่านที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง ความคิดหนึ่งได้วิ่งเข้ามาในหัวคือ คงไม่ง่ายนักที่นักวิชาการ “รุ่นเดอะ” มารวมตัวกันในเวลาเดียวกันได้ขนาดนี้ ผมจึงอยากจะบันทึกบางส่วนของบทสนทนาเพื่อเป็นประเด็นให้ตนเองและผู้อ่าน “ร่วมกันคิด” เป็นการบ้านต่อไป 

โอกาสแรกคือ วงสนทนาบนโต๊ะอาหาร โดยมี อ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เป็นเจ้ามือ ในวาระที่พึ่งประชุมกรรมการหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมืองเสร็จ (วาระแบบนี้ก็มีด้วย ฮ่าๆ) แน่นอนว่า ประเด็นพูดคุยในมื้ออาหารส่วนใหญ่เป็นเรื่องสัพเพเหระ ถามไถ่ทุกข์สุข และสร้างเสียงหัวเราะ 

แต่เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่อยากฝากให้คนรุ่นต่อไป อ.ฉัตรทิพย์ ได้ให้ไว้หลายมุมมอง อาจารย์ให้ความสำคัญกับประเด็นทางวัฒนธรรมที่ประกอบสร้างเศรษฐกิจ (สอดรับกับสำนักวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ทางทฤษฎีและมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนของเศรษฐศาสตร์การเมืองไทย) รวมถึงความสำคัญของปัจจัยอื่นๆ ที่นักเศรษฐศาสตร์ควรต้องใส่ใจมากกว่านี้ เช่น ภูมิศาสตร์ และ สิ่งแวดล้อม  พวกเรานักเศรษฐศาสตร์ก็ยังคงประเมินผลของปัจจัยต่างๆ เหล่านี้น้อยไปหรือไม่ 

แต่สิ่งที่สะกิดให้ผมคิดต่อมากคือ การที่อาจารย์กล่าวถึง David Hume (นักคิดชาวสกอตช์) ขึ้นมาในบริบทข้างต้น (แต่กลับไม่ได้กล่าวอะไรมากนัก) Hume ถือได้ว่ามีคุณูปการต่อทฤษฎีมูลค่าแรงงาน ซึ่งเป็นแกนหลักของกลุ่มคลาสสิคในเวลาต่อมา แต่อีกด้านเขาก็ให้ความสำคัญกับเรื่อง “แรงจูงใจ” ด้วย  

เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มักมองว่า ความต้องการรายได้ (ปัจจัยทางเศรษฐกิจ) เป็นแรงจูงใจให้คนทำงาน แต่สำหรับ Hume มันยังมีเรื่อง “passion labor” คนอยากจะทำงานเพราะมีความใฝ่ใจที่อยากจะทำงานให้ดีด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แค่หนีจน หรือ อยากรวย (แน่นอนว่าอีกด้านหนึ่งก็มีความเกียจคร้านด้วย) แต่ทั้งๆ ที่มี passion พวกเขาก็อาจยังพบเจอกับชะตากรรมที่น่าเห็นใจหรือไม่โดดเด่น 

ผมอยากให้นึกถึงหนังเรื่อง Perfect Days ที่ลุงตัวเอกมีอาชีพทำความสะอาดห้องน้ำอย่างตั้งใจ ใช้ชีวิตได้อย่างมีรายละเอียดและสุนทรีย์ สามารถสร้างคุณค่าให้แก่ตนเองและคนรอบข้างได้

สิ่งนี้แตกต่างจากคำพร่ำบอกจากอินฟลูฯ คนดังมากมาย ที่พยายามกระตุ้นให้ทุกคนเป็นคนเก่ง “เหนือมาตรฐาน” โดยหารู้ไม่ว่า คนธรรมดา ที่ทำงานตามมาตรฐานมากมายนี่แหละ ที่ค้ำจุนชีวิตให้เราดำเนินต่อไปได้ การอยากเก่งเหนือล้ำย่อมเป็นไปได้ แต่ควรไม่ขาดสำนึกที่ตระหนักคุณค่าของผู้คนเหล่านี้

                         โลกผันเปลี่ยน คนผันผ่าน กับบทเรียนและคำถามที่ยังค้างคา

ในวงเดียวกันยังมี อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ อ.คริส เบเคอร์ ร่วมอยู่ด้วย อ.ผาสุก ไม่ได้กล่าวอะไรมากนัก แต่สิ่งที่จับประเด็นได้คือ อาจารย์ให้ความสำคัญกับ “หลักการ” อย่างมาก (อาจารย์ไม่ได้ลงรายละเอียดว่า หลักการที่ว่าคือแบบไหนหรือเป็นอย่างไร แต่ก็สามารถคิดต่อได้ว่า หลักการน่าจะเป็นการคิด และกระทำเพื่อเจตจำนงค์ที่ดีอย่างไม่สั่นคลอนต่อผลประโยชน์ต่างๆ) 

อาจารย์มองว่า ความปั่นป่วนของการเมืองโลก ก็เป็นผลจากกลุ่มอำนาจที่ยึด “ผลประโยชน์” หาใช่หลักการ รวมถึงการเมืองไทยที่เอาแต่วิ่งตามเป้าหมายและปัญหาระยะสั้น มากกว่าการแก้ไขโครงสร้างระยะยาว นั่นก็เพราะว่าเป็นการเมืองที่ไร้หลักการชักจูง อาจารย์จึงได้ฝากโจทย์ที่ยาก คือ เราจะบรรจุหลักการลงในการเมือง และผู้คนในสังคมได้อย่างไร 

อีกท่านหนึ่งที่สนทนาออกรสในวงนี้คือ อ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ที่วิพากษ์หลายเรื่องตั้งแต่การชี้ให้เห็นว่า การทำความเข้าใจ Geopolitical Economy (หรือที่อาจารย์เรียกว่า “ภูมิรัฐเศรษฐ”) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคการเมืองโลกไร้เสถียรภาพ

อาจารย์มองว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกที่ส่งผลกลับมาหาประเทศเราล้วนเป็นสรณะ เราคงไปห้ามความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นยาก แต่เราสามารถมีบทบาท “เชิงรุก” ที่คิดล่วงหน้า “รับมือ” กับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นต่างหาก 

อาจารย์ได้กล่าวถึงหนองสราญโมเดล (หรือหนองสำราญก็ฟังได้ไม่ถนัดนัก) ที่พยายามจัดตั้งเป็นแบบอย่างชุมชนพึ่งตนเองเพื่อการนี้

นอกจากนี้ อาจารย์ตั้งคำถามถึงบทบาทของข้อมูลมากล้นที่ได้มาง่ายดายในปัจจุบัน ที่อาจกลายเป็นแรงจูงใจผิดทางให้ผู้คนเน้น “เด็ดยอด” มากกว่าทำความเข้าใจรากและลำต้นของปรากฏการณ์ต่างๆ เอาเข้าจริงๆ คือ ประเด็นค้างคามากมาย แต่เวลาจำกัดจะพูดจะถามนั้น ก็ได้ความไม่ครบกระบวน หวังเพียงแต่จะได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์อีกครั้ง  

ท่านสุดท้ายที่อยากกล่าวถึงคือ อ.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ แต่ข้อคิดนี้เกิดขึ้นในอีกวาระ คือ งานอายุครบ 7 รอบ หรือ 84 ปี ของอาจารย์ จัดที่คณะสหวิทยาการธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ในงานคับคั่งไปด้วยลูกศิษย์และมิตรสหายของอาจารย์มากมาย 

สำหรับประเด็นสนทนาก็กล่าวได้ว่า “ไร้รูปแบบ” (สมกับที่เป็นงานของนักเศรษฐศาสตร์คนแรกๆ ที่ได้นำแนวคิดหลังสมัยใหม่เข้าสู่สังคมไทย) เพราะไม่มีกำหนดการใดๆ ทั้งสิ้น ประเด็นที่อาจารย์พูดแล้วน่าเอาไปคิดต่อมีหลายเรื่อง โดยเฉพาะการถกเถียงกับ อ.อภิชัย พันธเสน 

โดย อ.ปรีชา ตั้งคำถามถึงศักยภาพของหลักพุทธรรมในการสร้างโลกและชีวิตที่สงบและสันติในยุคที่ยิงขีปนาวุธกันข้ามประเทศโครมๆ เช่นนี้ (จริงๆแล้ว อ.ปรีชา เป็นฆราวาสคนแรกที่เขียนเรื่องเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ในผลงานหนังสือ “ธัมมิกเศรษฐศาสตร์”) การตั้งคำถามและวิจารณ์สิ่งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแนวปฏิบัติทางวิชาการของอาจารย์มาอย่างยาวนาน  

เพราะเมื่อถูกถามถึงการปฏิวัติสังคมว่า เราควรทำอย่างไร อาจารย์มองว่า การปฏิวัติต้อง “รื้อถอน” อย่างไม่จบสิ้น เราต้องตั้งคำถามและวิจารณ์อำนาจของชนชั้นนำ และความ (ดูเหมือน) ปกติของสังคมตลอดเวลาว่า มันซุกซ่อนสิ่งใดไว้ เราต้องมองไปถึงสังคม “ใหม่” เพราะสังคมเก่าของคนเก่านั้น เกินจะเยียวยา แน่นอนว่ารูปธรรมของการปฏิบัติคงต้องไปคิดต่อ แต่ก็ยังเห็นได้ว่า ความ “praxis” ของอาจารย์ยังคงก้าวหน้าเสมอไม่ได้ร่วงโรยตามกาลเวลา 

อยากย้ำเตือนอีกครั้งว่า บทความสั้นๆ นี้เขียนจากบันทึกบางส่วนของการสนทนา อาจไม่ครอบคลุมและแม่นยำทั้งหมด บางประเด็นผมก็ดันคิดแทรกระหว่างทางไปเสียอีก กระนั้น เป้าหมายของบทความก็ไม่ได้ลดลงไป เพราะอยากเขียนเพื่อให้เป็น “ความทรงจำ” และ น่าจะสร้างประเด็นที่สังคมสามารถสร้าง “บทสนทนา” บนคำถาม/ข้อคิดที่ยังค้างคา แม้ว่าโลกสังคมจะเปลี่ยนแปลงมาจนขนาดนี้ก็ตาม