thansettakij
เศรษฐกิจไทยปี 2026 กับบทบาทระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทยปี 2026 กับบทบาทระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจไทย

02 ก.พ. 2569 | 06:54 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.พ. 2569 | 07:09 น.

เศรษฐกิจไทยปี 2026 กับบทบาทระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจไทย : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.นิพิฐ วงศ์ปัญญา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

KEY

POINTS

  • ศักยภาพการเติบโตตามธรรมชาติของเศรษฐกิจไทย อยู่ในระดับต่ำเพียง 2.5-3% ต่อปี ซึ่งเป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย ผลิตภาพการผลิตต่ำ และ การลงทุนที่ลดลง
  • คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2026 จะเติบโตเพียง 1.7% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพตามธรรมชาติ โดยมีสาเหตุจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และการลงทุนที่ฟื้นตัวช้า
  • ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย คือ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น ดังนั้น นโยบายจึงควรมุ่งเน้นการปฏิรูปเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว แทนการใช้นโยบายกระตุ้นระยะสั้น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องว่าเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 อยู่เพียงประมาณร้อยละ 3 ต่อปี และหลังวิกฤตโควิด-19 การฟื้นตัวก็เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ภาพดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญเชิงนโยบายว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง หรือ เป็นเพียงความอ่อนแอในระยะสั้น และนโยบายเศรษฐกิจของไทย ควรมุ่งเน้นการแก้ไขที่ระดับใด 

การตอบคำถามนี้จำเป็นต้องแยกความแตกต่างระหว่างแนวคิดเรื่องระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจ และ ภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้น  

ระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจ หมายถึงระดับของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ และเป็นตัวกำหนดมาตรฐานการครองชีพ หรือรายได้ต่อหัว ระดับธรรมชาติที่สูงขึ้น ย่อมหมายถึงระดับรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน 

สำหรับประเทศไทย ประเมินได้ว่า อัตราการเติบโตของผลผลิตศักยภาพ หรือ ระดับธรรมชาติ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.5 ถึง 3 ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าช่วงก่อนปี 2000 ที่เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้เฉลี่ยร้อยละ 5 ถึง 6 ต่อปี ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ที่ทวีความชัดเจนมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป 

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปของไทย เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 13 ในปี 2010 เป็นมากกว่าร้อยละ 20 ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้การเติบโตของแรงงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงานและผลิตภาพทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยอัตราการเติบโตของผลิตภาพรวม (TFP) เฉลี่ยในช่วงหลังปี 2015 อยู่ต่ำกว่าร้อยละ 1 ต่อปี 

นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนซึ่งเคยอยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 30 ของ GDP ก่อนวิกฤตปี 1997 ปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 ของ GDP ในช่วงหลังโควิด สะท้อนความเชื่อมั่นและศักยภาพการลงทุนที่ยังฟื้นตัวได้จำกัด 

เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหารุนแรงในเชิงเสถียรภาพด้านมหภาค เงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย และ อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 2 เปอร์เซ็นต์มาโดยตลอด  

อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงดังกล่าวไม่ได้แปลว่า เศรษฐกิจมีศักยภาพสูง หากแต่สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยสามารถรักษาดุลยภาพได้ดีที่ระดับการเติบโตซึ่งค่อนข้างต่ำ กล่าวคือ ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ความผันผวน หรือ ความไม่มีเสถียรภาพในระยะสั้น แต่เป็นระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจที่เติบโตได้อย่างมีข้อจำกัด 

เมื่อพิจารณาเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น การฟื้นตัวที่ค่อยเป็นค่อยไปหลังโควิด โดยอัตราการเติบโตของ GDP อยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 2.5 ถึง 3 ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจระยะสั้นของไทยเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับธรรมชาติ มากกว่าที่จะเบี่ยงเบนออกไปอย่างมีนัยสำคัญ  

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้าปี 2026 สภาพัฒน์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.7 ซึ่งต่ำกว่าค่าประมาณของระดับธรรมชาติของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ความแตกต่างระหว่างอัตราการเติบโตที่คาดการณ์กับระดับธรรมชาติดังกล่าว สะท้อนปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ในขณะที่ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยลดลงเรื่อยมา การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2026 ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพอีก  

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ ความอ่อนแอของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน ที่ถูกจำกัดด้วยภาระหนี้ครัวเรือน ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ แม้ตลาดแรงงานจะมีเสถียรภาพในเชิงปริมาณ แต่การเติบโตของรายได้จริงยังอยู่ในระดับจำกัด ทำให้การใช้จ่ายของครัวเรือนฟื้นตัวได้ช้า  

ขณะเดียวกัน การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จากความไม่แน่นอนทั้งด้านเศรษฐกิจโลก และภูมิรัฐศาสตร์

การเติบโตที่ต่ำกว่าระดับธรรมชาติ ในปี 2026 อาจสะท้อนการชะลอตัวของปัจจัยแท้จริงบางประการในระยะสั้น เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อการส่งออก การฟื้นตัวที่ไม่สม่ำเสมอของภาคการท่องเที่ยวในบางตลาด และความล่าช้าในการลงทุนใหม่ ซึ่งทำให้ระดับดุลยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้น ปรับลดลงชั่วคราว แม้ศักยภาพระยะยาวจะยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ 

แม้เศรษฐกิจไทย ในปี 2026 จะอยู่ต่ำกว่าระดับธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้เผชิญปัญหาเชิงวัฏจักรที่รุนแรง ซึ่งควรแก้ไขด้วยการกระตุ้นอุปสงค์อย่างเข้มข้น นโยบายเศรษฐกิจจึงควรมุ่งเน้นการยกระดับระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจ ผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การเพิ่มผลิตภาพแรงงานและทุน การพัฒนาทุนมนุษย์ และ การส่งเสริมการลงทุนในกิจกรรมมูลค่าเพิ่มสูง และการสร้างสภาพแวดล้อมทางสถาบันที่เอื้อต่อการแข่งขันและนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อประคองเสถียรภาพในระยะสั้น 

ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างยังคงเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่สำคัญ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ยังจำกัดความสามารถในการปรับตัวของครัวเรือน และลดประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงิน  

ขณะเดียวกัน ความสามารถในการแข่งขันและการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน ยังคงเป็นปัจจัยกำหนดระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจในระยะยาว หากระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจไทยสามารถถูกยกระดับจากร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 4 หรือ 5 ต่อปี เศรษฐกิจไทยจะมีพื้นที่สำหรับการเติบโตในระยะสั้นที่แข็งแรงขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง 

เศรษฐกิจไทยในปี 2026 สะท้อนภาพของเศรษฐกิจภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตเชิงวัฏจักรหรือขาดเสถียรภาพในระยะสั้น แต่กำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจ 

การมุ่งใช้นโยบายกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้ตัวเลข GDP ดีขึ้นชั่วคราว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงศักยภาพการเติบโตในระยะยาวได้ ความแข็งแกร่งและความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะถูกกำหนดโดยระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจมากกว่าความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา 

การเพิ่มขึ้นของระดับธรรมชาติของเศรษฐกิจจะยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในประเทศ ส่งผลให้ประเทศมีรายได้สูงหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และทำให้ประเทศไทยมีรายได้สูงเทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว 

ประเทศไทยเรากำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 หวังว่า เราจะได้รัฐบาลที่มีแนวนโยบายมุ่งเน้นไปที่การยกระดับธรรมชาติทางเศรษฐกิจของประเทศไทย มากกว่านโยบายที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะแค่ในระยะสั้น

คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... รศ.ดร.นิพิฐ วงศ์ปัญญา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย