KEY
POINTS
ช่วงไม่กี่วันมานี้รับฟังข้อมูลมาเยอะมากจนแทบสับสน ในเรื่องของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก ผ่าน ทางอินเตอร์เน็ต การโต้วาทีของผู้นำพรรคต่างๆ ที่จัดโดยสื่อสำนักดัง และ การประชุมร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาและองค์กรภาคเอกชน จึงอยากจะมากลั่นกรองสรุปให้เป็นข้อคิดสั้นๆ
ภาคเอกชนตั้งประเด็นปัญหาระยะสั้นสำหรับปี 2569 ประกอบไปด้วย (1) ผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และสงครามการค้าที่ไทยเสียเปรียบอยู่แล้ว เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง และทั้งค่าเงินบาทแข็งขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ไต้หวัน ขณะที่ค่าเงินของ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ อินโดนีเซีย อ่อนลง ทำให้โอกาสในการส่งออกของไทยลำบากมากขึ้น
(2) สินค้าจีนได้เริ่มไหลทะลักเข้ามาในประเทศไทยมาจากสินค้าส่วนเกินที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาไม่ได้ (3) ข้อพิพาทชายแดนไทยกัมพูชาทำให้ผู้ประกอบการที่อยู่ชายแดนได้รับความเดือดร้อน (4) ภาระหนี้สินครัวเรือนและธุรกิจที่พอกพูน (5) ผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติธรรมชาติเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ (6) การขยายตัวของธุรกิจสีเทา และอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่รุกทั้งระดับชาวบ้านและตลาดหลักทรัพย์
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาโครงสร้างระยะยาวของเศรษฐกิจ เกิดจากสังคมสูงวัย คอร์รัปชัน ระบบราชการ และ กฎหมายที่ล้าสมัย การสั่งสมของหนี้สาธารณะ ความอ่อนแอของระบบการศึกษา เสถียรภาพทางด้านการเมืองที่ไม่มั่นคง ทำให้เศรษฐกิจไม่ไปไหนและติดบ่วงกับดักรายได้ปานกลางได้ อีกทั้งยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในโอกาสและรายได้ และการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งอาจจะทำให้คนตกงานมากขึ้น
ภาคเอกชนมีข้อเสนอแนะ คือ การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยใหม่เพื่อให้แข่งขันในเวทีโลกได้ การร่วมมือกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตใหม่ของระบบเศรษฐกิจ และการมุ่งสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้มีข้อเสนอแนะ 8 แนวทางเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย กล่าวคือ การปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบให้เป็นวาระแห่งชาติ (Regulatory Guillotine และ Omnibus laws) การพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน การจัดการพลังงานใหม่เพื่อลดต้นทุนและสะอาด การส่งเสริมการผลิตและการส่งออกในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเจรจาขยายตลาดผ่านข้อตกลงการตกลงการค้าเสรี
การยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและดิจิตอล การพัฒนาอุตสาหกรรมยั่งยืนให้บรรลุ Net Zero การส่งเสริมผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อย และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์พร้อมพื้นที่เขตเศรษฐกิจให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลง
คำถามคือรัฐบาลในอนาคตจะทำอย่างไร ตรงใจภาคเอกชนหรือไม่ หลังจากฟังการโต้วาทีเชิงนโยบายของห้าพรรคการเมืองหลัก โดยสื่อได้ตั้งคำถามว่า หากจะต้องเลือกนโยบายเด่นเพียงข้อเดียว เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย (แน่นอนอาจจะแก้ไม่ได้หมดทุกปัญหา) เพราะให้เลือกเพียงนโยบายเดียว จาก 3 นโยบาย ที่ประกอบด้วย การแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างทางกฎหมายและการบังคับใช้ การนำนวัตกรรมใหม่เพื่อยกระดับการผลิต การกำจัดคอร์รัปชันและธุรกิจทุนเทา
ทั้งห้าพรรคการเมืองหลัก เลือกชูนโยบายการปรับปรุงโครงสร้างทางกฎหมายและการบังคับใช้ ซึ่งจะมีผลต่อการลดคอร์รัปชัน และแก้ไขปัญหาของธุรกิจทุนเทา และให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก สร้างบรรยากาศการแข่งขันในภาคธุรกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่
สนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยให้แข็งแกร่งมากขึ้น เริ่มจากการยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็นและล้าหลัง ลดกระบวนการพิจารณาอนุญาตและอนุมัติ ลดการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาอนุมัติและอนุญาตของเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้เหลือน้อยที่สุด และรัฐต้องไม่เป็นผู้เล่นเสียเองในระบบเศรษฐกิจ แต่อำนวยความสะดวก การทำงานต้องโปร่งใส ชัดเจนและตรวจสอบได้
หากมีการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว และมีการบังคับใช้อย่างเข้มข้น ผลที่ตามมา คือ การคอร์รัปชันที่ลดลง ธุรกิจทุนเทาก็จะหายไป ขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ก็จะเพิ่มขึ้นตามมา และตามด้วยศักยภาพการผลิตที่สูงขึ้น การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวจะกลับมา
หากเป็นเช่นนี้แล้ว นโยบายระยะสั้นที่หลายพรรคๆ นำเสนอมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะเป็นรัฐสวัสดิการ แจกเงิน อุดหนุนราคา อัดฉีดเงินแก้หนี้สินของครัวเรือน และการค้ำประกันรายได้ ที่ต้องใช้เงินมหาศาล ก่อหนี้รัฐเพิ่มพื่อสนับสนุนนโยบายระยะสั้นก็จะลดลง โอกาสเงินที่จะรั่วไปเป็นเงินโกงจะลดลง และมีวินัยทางการคลัง
การปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เกิดการแข่งขัน ลดต้นทุน อุปสรรคในการประกอบธุรกิจและการใช้ชีวิตของประชาชน จึงเป็น “เงื่อนไขแรก” ที่ต้องทำให้ได้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจเพื่อเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน
การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ด้วย Regulatory Guillotine ทุกพรรคการเมืองเห็นพ้องต้องกันหมด และนำมาใช้เป็นประเด็นหาเสียง หวังว่าไม่ใช่พูดเล่น ๆ ขอให้เอาจริงเสียที มีเป้าหมายและกรอบเวลาให้ชัดเจน ยอมแก้ไขให้เร็ววันนี้ ดีกว่าเสียหน้าเดินตามหลังเพื่อนบ้านในอนาคต
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,168 วันที่ 22 - 24 มกราคม พ.ศ. 2569