
เทคโนโลยีถดถอย คอร์รัปชันและการยึดรัฐ
เทคโนโลยีถดถอย คอร์รัปชันและการยึดรัฐ : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ดร.สิร นุกูลกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4166
KEY
POINTS
- การคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างแบบยึดรัฐ (State Capture) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของไทยบิดเบือนไปสู่ "เทคโนโลยีถดถอย" ซึ่งเน้นการลงทุนแนวราบ (ขยายการผลิตแบบเดิม) แทนการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- ผลกระทบจากเทคโนโลยีถดถอยทำให้เศรษฐกิจไทยติดกับดักการเติบโตต่ำ แม้มีการลงทุนสูงแต่ประสิทธิภาพการผลิตกลับลดลง (ใช้ทุนมากขึ้นเพื่อผลิตเท่าเดิม) และอัตรากำไรโดยรวมของระบบเศรษฐกิจตกต่ำ
- โครงสร้างดังกล่าวยังส่งผลให้ผลประโยชน์ไม่ตกถึงแรงงาน โดยแม้ผลิตภาพแรงงานจะสูงขึ้น แต่ค่าแรงกลับไม่เพิ่มตาม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางรายได้กว้างขึ้น
สังคมไทยคุ้นเคยกับคำว่า คอร์รัปชันในความหมายของการทุจริตเชิงผลประโยชน์ การให้สินบน หรือ การใช้อำนาจในทางมิชอบ แต่ความเสียหายที่แท้จริงกลับลึกซึ้งกว่านั้นมาก เพราะมันไม่ได้เพียงบ่อนทำลายธรรมาภิบาลในภาครัฐ หากยังบิดเบือนทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีและการสะสมทุนทั้งระบบ
จนทำให้ไทยติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำยาวนาน จากเทคโนโลยีถดถอย ซึ่งเป็นการลงทุนในแนวราบ การสะสมทุนเป็นการขยายการผลิตในรูปแบบเดิม แต่ใช้ปัจจัยการผลิตมากขึ้น สิ่งนี้ตรงกันข้ามกับการลงทุนในแนวดิ่ง ที่เปลี่ยนเทคนิคใช้นวัตกรรมการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานและทุน
งานวิจัยของผู้เขียนซึ่งทำกับน้องๆ ผู้ช่วยวิจัย สนับสนุนโดย สกสว. และ วช. ชิ้นล่าสุดเรื่อง “Multiple Equilibria of Corruption and Biased Technological Progress” พยายามจะชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างคอร์รัปชันแบบยึดรัฐ (state capture) และระบบแสวงหาค่าเช่าที่ฝังลึก ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีของไทยเบี่ยงเบนไปจากแนวทางที่ควรจะเป็น
ประเทศไม่ได้พัฒนาเครื่องจักร นวัตกรรม หรือ ผลิตภาพให้ดีขึ้น แต่กลับสะสมทุนในลักษณะที่ถดถอย ประสิทธิภาพผลผลิตลดลงเรื่อย ๆ แทนที่จะก้าวไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยสะสมทุนด้วยตามแบบเทคโนโลยีถดถอยต่อเนื่อง
กำไรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง: ภาพสะท้อนเศรษฐกิจที่เริ่มหมดแรง
หากมองย้อนกลับไป อัตรากำไรสุทธิของระบบเศรษฐกิจไทยสะท้อนภาพได้อย่างชัดเจน ในช่วงทศวรรษ 1950-1960 ประเทศกำลังเติบโตจากกระบวนการอุตสาหกรรมใหม่ ทุนถูกสะสม ผลผลิตเพิ่มขึ้น และกำไรก็สูงขึ้นตาม แต่เมื่อเวลาผ่านไป แนวโน้มนี้เริ่มผันผวน และหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 อัตรากำไรของระบบเศรษฐกิจลดลง และไม่เคยกลับสู่แนวโน้มเดิมอีกเลย
หลังปี 1997 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงที่กำไรโดยรวมของธุรกิจแทบไม่ขยับ ทั้งที่มีการลงทุนจำนวนมาก รัฐสร้างโครงการขนาดใหญ่ และภาคเอกชนยังเดินหน้าขยายกิจการ การลงทุนจำนวนมหาศาลไม่ได้แปลว่า ประสิทธิภาพของระบบจะดีขึ้นเสมอไป เพราะกฎกติกาของระบบเศรษฐกิจถูกออกแบบให้ใช้เทคโนโลยีถดถอยลงทุนในแนวราบ มากกว่าการแข่งขันหรือการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่
ลงทุนมากขึ้นแต่ผลิตได้เท่าเดิม: กับดักเทคโนโลยีถดถอย
เมื่อดูตัวชี้วัดอย่างอัตราส่วนทุนต่อผลผลิต (Capital/Output Ratio) การสะสมทุนในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเรา การลงทุนนั้นควรจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา กลับต้องใช้ทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตใกล้เคียงเดิม นั่นหมายความว่า การสะสมทุนที่ใช้ในระบบเศรษฐกิจไทยไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ หากกลับทำให้ต้นทุนสูงขึ้นโดยที่ผลผลิตไม่เพิ่มตาม
บทความเราจึงโยงสาเหตุจากการคอรัปชั่นยึดรัฐ โดยอธิบายว่า พวกเขาไม่ได้มีแรงจูงใจในการพัฒนานวัตกรรม หรือ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หากมีแรงจูงใจในการรักษาสิทธิพิเศษ และตำแหน่งที่ครอบครองอยู่ในตลาด
การแข่งขันที่ลดลงทำให้บริษัทจำนวนมากเพียงแค่นำเข้าเทคโนโลยีมาใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ได้ลงทุนวิจัยหรือพัฒนานวัตกรรมในแนวดิ่ง ขณะที่รายได้จากการผูกขาด หรือ การได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐ ยังคงสร้างกำไรได้โดยไม่ต้องเสี่ยงลงทุนกับนวัตกรรม ดังนั้น “ทิศทางการสะสมทุน” จึงถูกบิดเบือนกลายเป็นลักษณะของเทคโนโลยีถดถอย
แรงงานไทยทำงานมากขึ้นแต่ได้ค่าตอบแทนน้อยลง
เมื่อเทียบข้อมูลค่าแรงกับผลิตภาพแรงงานของไทย จะเห็นช่องว่างที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังปี 2013 เป็นต้นมา ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ค่าแรงกลับไม่ปรับตาม
สิ่งนี้สะท้อนว่าผลลัพธ์จากการทำงานไม่ได้กลับคืนไปสู่แรงงานตามที่ควรจะเป็น หากไหลออกไปเนื่องจากประสิทธิภาพการสะสมทุนที่ต่ำลง สร้างความขัดแย้งระหว่างทุนและแรงงาน
สภาวะนี้ไม่ได้เกิดจาก “แรงงานไม่มีคุณภาพ” หากเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ตามผลิตภาพ การที่ประสิทธิภาพการลงทุนลงลดไป เบียดบังค่าแรงของแรงงานที่ควรจะได้ตามประสิทธิภาพแรงงาน
หนทางออก: ไม่ใช่เพียงโปร่งใสแต่ต้องปรับโครงสร้าง
ประเทศไทยติดอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “ดุลยภาพต่ำ” (Low-Level Equilibrium) แรงงานทำงานดีขึ้นแต่ไม่ได้ค่าตอบแทนตามสมควร ธุรกิจลงทุนมากขึ้นแต่ผลิตได้ไม่เพิ่ม การแข่งขันหยุดนิ่งเพราะกฎเกณฑ์ถูกออกแบบเพื่อเอื้อต่อกลุ่มอภิสิทธิ์ และรัฐไม่สามารถปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้เพราะถูกยึดกุมไว้ เศรษฐกิจไทยก็จะยังคงเติบโตต่ำ เป็นลักษณะของเทคโนโลยีถดถอย การสะสมทุนมีแต่ในแนบราบโดยไม่มีนวัตกรรม และมีความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีทางออกที่แท้จริง
ที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามแก้คอร์รัปชันด้วยการเพิ่มมาตรการโปร่งใส ตรวจสอบ และ ลงโทษบุคคล แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเท่านั้น หากอยู่ที่โครงสร้างสถาบัน
บทสรุป
ในเศรษฐศาสตร์พัฒนา เรามักจะเปรียบทุนและการสะสมทุนเป็นเช่น "ม้าแข่ง" ที่เราต้องทั้งป้อนแครอทและทั้งหวดด้วยไม้ (carrot and stick) จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ เพราะหากป้อนแต่อาหารม้าก็จะอ้วนพี วิ่งช้า หรือ หยุดวิ่ง การสะสมทุนจะไม่ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น
ดังนั้น การตีและจำกัดกรอบให้ทุนดิ้นรนจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ทุนปรับตัวสร้างนวัตกรรมในแนวดิ่ง ต้องจำกัดกรอบให้สะสมทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สิ่งนี้ตรงกันข้ามกับการที่รัฐป้อนแต่อาหาร ส่งเสริมให้ลงทุนในแนวราบแบบเสือนอนกิน
คอร์รัปชันยึดรัฐและสถาบันในไทยไม่ได้ทำให้แค่เสียเงิน แต่ทำให้เราเสียเวลาการสะสมทุนในลักษณะ “เทคโนโลยีถดถอย” ข้อมูลชี้ว่ากำไรต่ำ ประสิทธิภาพทุนต่อผลผลิตถดถอย ค่าแรงไม่สอดคล้องกับผลิตภาพ และเศรษฐกิจเดินถอยหลังด้วยการสะสมทุนถดถอยที่ถูกครอบงำ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยจะ “ปราบ" คอร์รัปชันได้หรือไม่ แต่คือเราจะ “ปลดปล่อย" ระบบเศรษฐกิจจากการยึดกุมที่ส่งเสริมให้ลงทุนแต่ในแนวราบจนอ้วนพีหยุดวิ่งได้อย่างไร
สามารถอ่านบทความวิชาการฉบับเต็มได้ที่ Southeast Asian Journal of Economics ในเดือนเมษายน
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ดร.สิร นุกูลกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4166

