

KEY
POINTS
การประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ประจำปี 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อย ท่ามกลางบรรยากาศทางภูมิรัฐศาสตร์และการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ร้อนแรงและซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ การปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งผู้นำทางเทคโนโลยีจากหลายองค์กรได้ร่วมถกถึงอนาคตที่ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก โดยมองว่า หากมีการใช้พลังงานสะอาด และ AI อย่างเหมาะสม โลกจะเข้าสู่ยุคแห่งความมั่งคั่งมหาศาล (Abundance Future)
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเตรียมรับมือกับปัญหาความเหลื่อมล้ำและตลาดแรงงานที่จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น การมองอนาคตเพียงระยะสั้น 5 หรือ 10 ปี จึงไม่อาจเพียงพอ ที่จะทำให้มองเห็นภัยเงียบที่ซ่อนเร้น หรือ ขุมทรัพย์แห่งโอกาสที่รออยู่ในอนาคตได้
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่การคาดการณ์เชิงกลยุทธ์ ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกสำหรับนักวางแผนนโยบายเท่านั้น แต่คือ ยุทธศาสตร์ความอยู่รอดของประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือ ความอยู่รอดของ “คน” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของชาติ
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนมองว่าการคาดการณ์อนาคตของตลาดแรงงานไทย ในระยะ 3 ทศวรรษนี้ (ช่วงพ.ศ. 2571 – 2600) จึงเป็นภารกิจที่สำคัญ โดยการกำหนดกรอบเวลา 30 ปี สำหรับการวิเคราะห์ตลาดแรงงานไทยนั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนา
เนื่องจากเป็นระยะที่ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างประชากรอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่การที่เด็กเกิดใหม่จะก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือ ตลาดแรงงาน ไปจนถึงวัยแรงงานปัจจุบัน ที่กำลังก้าวเข้าสู่การเกษียณอายุพอดิบพอดี ทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนกว่าการมองเพียงระยะ 10 ปี ที่อาจสั้นเกินไป หรือ 50 ปีที่ผันผวนจนยากจะคาดการณ์ได้
ผู้เขียนมองว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือ การทำความเข้าใจก่อนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ของการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรที่รุนแรง และอาจรุนแรงกว่าหลายประเทศในโลก หรือ แม้แต่ประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน
นั่นคือ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (หรือการมีสัดส่วนผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป อยู่ที่ร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด) ในขณะที่ยังคงเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลางเท่านั้น
นอกจากนี้ จากข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ ระบุว่า ภายในปี พ.ศ. 2593 สัดส่วนวัยแรงงานของไทย (ช่วงอายุ 15-59 ปี) จะลดลงจากร้อยละ 62 ในปัจจุบัน เหลือเพียงประมาณร้อยละ 50 ของประชากรทั้งหมด และเมื่อจำนวนประชากรวัยทำงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่เคยพึ่งพาแรงงานราคาถูก และมีปริมาณมาก จะสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์
ในช่วงสิบปีแรกของการพยากรณ์ จะเห็นภาวะการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรมที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ค่าจ้างแรงงานต้องปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ซึ่งหากมองในด้านหนึ่ง อาจเป็นผลดีต่อคุณภาพชีวิตของแรงงาน
แต่ในทางกลับกันหากผลิตภาพของแรงงานไม่เพิ่มขึ้นตามค่าจ้าง ประเทศไทยจะสูญเสียความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวยมากกว่า
หากพิจารณาถึงปัจจัยกระทบรุนแรงที่สุดของตลาดแรงงานไทยในอนาคตนั้นคือ “วิกฤตการณ์สามเหลี่ยมกลับด้าน” (The Inverted Pyramid Crisis) โดยประเทศไทยนั้นได้รับการจัดอันดับว่า เป็นหนึ่งในประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับระดับรายได้ ปัญหานี้จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปีข้างหน้า ประกอบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างน่าใจหาย
จากข้อมูลของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (2569) ที่ระบุไว้ว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ ในปี พ.ศ. 2568 มีเพียงแค่ 4.16 แสนคนเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี
ตัวเลขดังกล่าวย่อมส่งผลร้ายแรงต่อตลาดแรงงานไทยอย่างมหาศาล และหากในระยะยาวเราไม่สามารถหาแรงงาน เพื่อมาทดแทนแรงงานที่เกษียณอายุออกไปได้ ผลกระทบโดยตรงที่ตลาดแรงงานต้องเผชิญคือ ภาวะ “การขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้าง” ซึ่งจะส่งผลให้ภาคธุรกิจไม่สามารถขยายตัวได้ตามศักยภาพเดิมที่มีอยู่
ภาคการผลิตที่เคยเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ก็จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด อุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานเข้มข้น จะประสบภาวะค่าจ้างแรงงานพุ่งสูงขึ้น สิ่งนี้จะบีบให้ผู้ประกอบการต้องเลือกระหว่างการนำหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่อย่างเต็มรูปแบบ หรือ การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวยมากกว่า อย่างเช่น เวียดนาม หรือ อินโดนีเซีย
ซึ่งนั่นหมายถึงการสูญเสียฐานภาษี และความเชื่อมั่นจากนักลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศ หรือ แม้ว่าจะนำแรงงานจากประเทศข้างเคียงเข้ามาทำงานในงานที่เกี่ยวข้อง กับแรงงานทักษะต่ำ ก็อาจจะสามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีความเสี่ยงในเรื่องต่าง ๆ มากอยู่พอสมควร
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความท้าทายที่ดูมืดมนนั้น ปัจจัยบวกสำคัญที่กำลังก่อตัวขึ้นในรูปแบบเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า เศรษฐกิจฐานคุณค่า (Value-Based Economy) หรือ รูปแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ไม่ได้เน้นเพียงปริมาณการผลิต หรือ แรงงาน ที่มีราคาถูกเป็นตัวตั้ง แต่เน้นไปที่คุณค่าที่เกิดจากสติปัญญา นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงวิธีการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนผ่านความเป็นมนุษย์
ดังนั้น การที่แรงงานไทยมีจำนวนน้อยลง จะกลายเป็นตัวเร่งเชิงบังคับให้การเพิ่มผลิตภาพแรงงานเป็นสิ่งจำเป็น และการพัฒนาดังกล่าวจำต้องมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้อย่างเหมาะสม เมื่อมนุษย์ไม่ต้องทำงานที่ใช้ทักษะเพียงแค่ในระดับต่ำอีกต่อไป แรงงานเหล่านี้จะถูกยกระดับไปสู่การเป็น “ผู้กำกับดูแลระบบ” (System Overseers) มากกว่าเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงาน
ยกตัวอย่างเช่น ในอดีต แรงงานในโรงงานจำเป็นที่จะต้องยืนคุมเครื่องจักร หรือ เคลื่อนย้ายวัตถุด้วยตนเอง (Manual Task) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และอาจจะส่งผลร้ายต่อสุขภาพในระยะยาว แต่ในบทบาทของผู้ควบคุมดูแลระบบนั้น แรงงานจะทำหน้าที่เพียงแค่การเฝ้าติดตามผ่านหน้าจอ Dashboard วิเคราะห์ข้อมูลความผิดปกติที่ระบบแจ้งเตือน และตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเกินกว่าอัลกอริทึมจะรับมือได้
นอกจากนั้น ปัจจัยบวกนี้จะเปิดโอกาสให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมบันเทิง และ สื่อดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งไทยมีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว หรือ อุตสาหกรรมอาหารอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง
มากไปกว่านั้น ตลาดแรงงานในอีก 30 ปีข้างหน้าจะให้ราคากับความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น อาทิเช่น ทักษะด้านความฉลาดทางอารมณ์ การเจรจาต่อรองที่มีความซับซ้อน และการดูแลสุขภาพกายและใจแบบองค์รวม เหล่านี้จะกลายเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูงเมื่อเทียบกับงานในอดีตของแรงงานกลุ่มนี้
เมื่อพิจารณาต่อเนื่องจะพบว่า ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งปัจจัย ที่จะเข้ามาเขย่าฐานรากของแรงงานไทยไปตลอด 30 ปีข้างหน้า คือ การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ในระดับทั่วไป หรือที่เรียกว่า Artificial General Intelligence (AGI) ซึ่งจะเปลี่ยนสถานะจากเครื่องมือช่วยงานเบื้องต้นอย่าง GAI (Generative AI) ไปสู่การเป็น “แรงงานสมอง” หรือ “เพื่อนร่วมงานทางดิจิทัล” (Digital Colleague) ที่สามารถทำงานที่มีความซับซ้อนสูงได้ทัดเทียม หรือเหนือกว่ามนุษย์ (WEF, 2026)
ในอีกไม่เกิน 10 ปี ข้างหน้านี้ เราจะเริ่มเห็นการล่มสลายของระบบสำนักงานแบบดั้งเดิม งานในกลุ่มบริหารจัดการทั่วไป การวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมายเบื้องต้น การทำบัญชี งานการตลาด งานออกแบบ ทั้งในระดับพื้นฐานและปานกลาง รวมถึงการวินิจฉัยโรคและการผ่าตัดจะถูกโอนย้ายไปอยู่ในระบบประมวลผลผ่านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และจะเป็นการดำเนินการโดยหุ่นยนต์เกือบทั้งหมด
ปัจจัยนี้จะส่งผลให้แรงงานที่เคยเรียนจบปริญญาตรีในสาขาสังคมศาสตร์ การบัญชี บริหารธุรกิจ หรือ แม้แต่การแพทย์ในรูปแบบเดิมอาจจะตกอยู่ในสภาวะที่หางานทำได้ยากยิ่งขึ้น หากไม่มีการปรับทักษะไปสู่การเป็นผู้กำกับดูแลระบบ หรือ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ขั้นสูง
การรุกคืบของ ปัญญาประดิษฐ์ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่งานในออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาคการบริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยภาคภูมิใจ และยังเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ปัจจัยดังกล่าวยังนำมาซึ่งการเกิดขึ้นของหุ่นยนต์บริการ ที่มีความฉลาดทางอารมณ์จำลอง (Emotion AI) ในระดับสูง สามารถทำงานได้ในหลายอุตสาหกรรม
อาทิเช่น ในงานบริการของโรงแรม หุ่นยนต์ต้อนรับจะไม่ได้เพียงแค่พูดตามบท แต่จะสามารถสังเกตได้ว่า แขกที่เดินทางมาถึงกำลังเหนื่อยล้าและจะปรับระดับความเร็วในการบริการ หรือใช้คำพูดที่ปลอบโยนเพื่อสร้างความประทับใจให้กับแขกได้
รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ (Elderly Care) หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุจะเป็นที่ต้องการของตลาด โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวจะมีทักษะในการช่วยลดภาวะซึมเศร้า สามารถแจ้งเตือนพยาบาลเมื่อพบสัญญาณความเครียดที่ผิดปกติ หรือเมื่อผู้สูงอายุเกิดอาการเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ และในอนาคตก็จะถูกพัฒนาให้สามารถทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (first aid) ได้ด้วยตนเองอย่างทันท่วงที ผลกระทบนี้จะสร้างแรงกดดันต่อแรงงานระดับปฏิบัติการจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของปัจจัยบวก ภาวะนี้จะเป็นการบีบบังคับให้มนุษย์ ต้องกลับไปหาสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์มากขึ้น งานที่ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) งานศิลปะที่สะท้อนอารมณ์ดิบ และงานบริการระดับสูงที่เน้นการปฏิสัมพันธ์แบบเฉพาะ เหล่านี้จะกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาสูง
สุดท้ายในอนาคตตลาดแรงงานไทยจะเกิดการแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ระหว่างงานที่ทำโดยเครื่องจักร (automated production) ซึ่งมีราคาถูกและเข้าถึงง่าย กับงานที่ทำโดยมนุษย์ (craftmanship) ซึ่งเป็นงานฝีมือที่มีราคาสูง เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจและจับต้องได้ยาก
จากประเด็นดังกล่าว ได้สะท้อนถึงภาวะการณ์ขั้วตรงข้ามของตลาดแรงงาน (Polarized Labor Market) ที่ได้รับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ สิ่งนี้กำลังจะกลายเป็นพายุลูกใหญ่ ที่จะพัดถล่มโครงสร้างตลาดแรงงานไทย ในอีก 10-30 ปีข้างหน้า โดยมีลักษณะสำคัญ คือ การหายไปของแรงงานกึ่งทักษะ (semi-skilled) ที่เคยเป็นกระดูกสันหลังของชนชั้นกลางไทย เมื่อปัญญาประดิษฐ์ถูกพัฒนาไปสู่ระดับที่สามารถจัดการงานที่เป็นกิจวัตรในแต่ละวัน (routine tasks) และยังสามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูล ที่ซับซ้อนได้ใกล้เคียง หรือ ดีกว่ามนุษย์
แม้แต่แรงงานในกลุ่มพนักงานออฟฟิศระดับกลาง เช่น เสมียน พนักงานธุรการ พนักงานบัญชี หรือ เจ้าหน้าที่เทคนิค ก็จะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดแรงงานถูกบีบให้กลายเป็นรูปโครงสร้างนาฬิกาทราย ที่มีการแบ่งขั้วบน-ล่างของตลาดแรงงานอย่างชัดเจน
ในขั้วบน (high-skilled jobs) งานที่ต้องใช้ทักษะการวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการตัดสินใจที่ซับซ้อน (เช่น วิศวกร ศิลปิน ผู้บริหาร หรือแพทย์ในบางทักษะ) กลุ่มนี้น่าจะยังมีความต้องการและมีรายได้สูง และในขั้วล่าง (low-skilled jobs) งานบริการที่ต้องใช้แรงกายแต่ทำซ้ำได้ยาก เช่น คนดูแลผู้สูงอายุ พนักงานทำความสะอาด และช่างซ่อมบำรุงหน้างาน เป็นต้น
งานกลุ่มนี้ก็ยังคงมีความต้องการอยู่ในตลาดแรงงานเพราะปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ยังทำแทนได้ยาก หรือ ยังมีต้นทุนที่สูงกว่า แต่แรงงานกลุ่มนี้จะมีรายได้ที่ต่ำและสวัสดิการน้อย ในทางกลับกัน ขั้วกลางจะเป็นส่วนที่หายไปจากตลาดแรงงาน งานที่มีลักษณะเป็นงานรูทีน หรือทำซ้ำ ๆ ตามกฎเกณฑ์และขั้นตอนที่ชัดเจน
เช่น พนักงานธนาคาร พนักงานบัญชีระดับต้น พนักงานธุรการ หรือแรงงานสายการผลิตในโรงงาน กลุ่มนี้จะถูกปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์แทนที่ได้ง่ายที่สุด คุ้มค่าต่อการลงทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้ตำแหน่งงานในระดับกลางหดตัวลงอย่างมาก ภาวะนี้จะซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงเศรษฐกิจและสังคมในไทยให้ทวีความรุนแรงขึ้น
สำหรับปัจจัยตัวสุดท้าย หากมองในบริบทของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ภาคเกษตรกรรมเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจดั้งเดิมที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน และจำต้องพึ่งพาแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรจำนวนมาก สิ่งที่เป็นความท้าทายคือสภาวะการลดลงอย่างรุนแรงของแรงงานในภาคการเกษตร ซึ่งมีสาเหตุจากหลายปัจจัย
ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ส่งผลต่อปริมาณวัยแรงงานในตลาด หรือ ความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่มีต่ออาชีพเกษตรกรรมลดลง หรือลักษณะงานที่มีความยากลำบาก ตลอดจนราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ผันผวนและคาดเดาได้ยาก
จากเดิมที่ประเทศไทยเคยได้พึ่งพาแรงงานสูงวัยในการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ในอีก 30 ปีข้างหน้า แรงงานกลุ่มนี้จะหายไปจากระบบเกือบทั้งหมด เนื่องจากอายุขัย และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้การเกษตรแบบพึ่งพาฟ้าฝนตามธรรมชาติมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะรับได้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เรียกว่า “การปฏิวัติเกษตรกรรมแม่นยำสูง” (High-Precision Agriculture) ในอนาคตการทำการเกษตรจะเปลี่ยนจากการใช้ประสบการณ์ และสัญชาตญาณ ไปสู่การใช้ข้อมูลเชิงลึกและการบริหารจัดการระดับเฉพาะจุดสำคัญ ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม
หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง เกษตรกรในชนบทจะไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงชาวนา ชาวสวน หรือ ชาวไร่ ในความหมายเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “ผู้ประกอบการทางการเกษตร” ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีรายได้ที่ทัดเทียมกับแรงงานในอาชีพอื่น ๆ
นอกจากนี้ ในอนาคตจะมีอาชีพและทักษะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมเกิดขึ้นใหม่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นักเทคนิคการควบคุมโดรนเพื่อการเกษตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการระบบน้ำผ่านปัญญาประดิษฐ์ และนักวิเคราะห์พันธุกรรมพืชเพื่อให้ทนต่อสภาวะโลกร้อนและอากาศเปลี่ยนแปลง
มากไปกว่านั้น ตลาดแรงงานไทยในอนาคตอาจจะได้เห็นการเคลื่อนย้ายของคนรุ่นใหม่ ที่มีทักษะสูงกลับสู่มาตุภูมิ (reverse brain drain) เพื่อไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมและช่วยพัฒนาบ้านเกิดภูมิลำเนาของตนเอง
เนื่องจากการเกษตรในอนาคต ต้องการแรงงานที่มีทักษะสูง อาทิเช่น ความรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และการทำการตลาดดิจิทัลในระดับสูงเช่นเดียวกัน เพื่อส่งออกผลผลิตทางการเกษตรมูลค่าสูง ไปยังตลาดโลกที่มีขนาดใหญ่กว่าตลาดชุมชน หรือตลาดในประเทศเพียงเท่านั้น
โดยในอนาคตสินค้าทางการเกษตรและอาหาร จะเป็นทรัพยากรทางความมั่งคงของโลก ที่คล้ายคลึงกับความต้องการทางด้านพลังงานอย่างแน่นอน ปัจจัยนี้จะเข้าไปช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างคนเมืองและคนชนบท และสร้างความมั่นคงในอาชีพที่ยั่งยืนกว่ายุคเกษตรกรรม หรือแม้กระทั่งยุคอุตสาหกรรมโรงงานในอดีต
ในมิติของวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ก็น่าเป็นห่วงอยู่เช่นเดียวกัน ปัจจัยดังกล่าวมักถูกมองว่า เป็นปัจจัยร้ายแรงในการทำลายล้างผลผลิตทางด้านการเกษตร และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง แต่ในปัจจุบันวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศนั้น เป็นตัวสร้างความสนใจและความตระหนักให้กับมนุษย์ทุกคนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ (ยกเว้นคุณโดนัลด์ ทรัมป์) รวมไปถึงการกำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า “ระบบนิเวศสีเขียว” (Green Ecosystem) ที่จะเข้ามาสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ในการจัดการขยะที่เกิดจากการผลิตและการบริโภค รวมถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นเดียวกัน
ในอนาคต แรงงานไทยจะได้รับการพัฒนาจนมีความเชี่ยวชาญ ในการรีไซเคิลแร่ธาตุหายากจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ การแปลงขยะชีวภาพเป็นวัสดุอุตสาหกรรม และการจัดการโลจิสติกส์แบบย้อนกลับ (Reverse Logistics)
อาชีพเหล่านี้ต้องการทั้งทักษะทางด้านวิศวกรรม และการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นตำแหน่งงานที่มั่นคงและมีรายได้สูงกว่างานในสายพานการผลิตเดิมอย่างมาก
การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือกเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นความจำเป็นเชิงบังคับ เมื่อการค้าขายทั่วโลกเริ่มใช้กำแพงภาษีคาร์บอนเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า ดังนั้น แรงงานไทยที่ปรับตัวเข้าสู่ระบบนิเวศน์สีเขียวได้ก่อน จะกลายเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นที่ต้องการในระดับสากล
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี วิกฤตโครงสร้างประชากร และทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางหลายแพร่งที่สำคัญที่สุดในรอบศตวรรษ การวิเคราะห์ตลาดแรงงาน โดยมองย้อนกลับไปในอดีตเพื่อมองสู่อนาคต ไม่ใช่เพียงแค่การพยากรณ์เท่านั้น แต่เป็นการฉายภาพให้เห็นเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับคลื่นยักษ์ที่จะปะทะกับระบบเศรษฐกิจไทยและตลาดแรงงานไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้เขียนในฐานะนักเศรษฐศาสตร์แรงงาน และการจัดการที่ทำงานคลุกคลีเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ตั้งใจที่จะให้บทความนี้เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ทุกท่านเข้าใจเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องตระหนัก และวางแผนเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอฝากข้อเสนอ “ยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอด” ของตลาดแรงงานไทย ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์แห่งอนาคต ดังนี้
1) ปฏิรูปการศึกษาแบบการสะสมทักษะ ผ่านระบบ Credit Bank ที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต แทนการยึดติดเพียงแค่ปริญญาบัตรแบบเดิม หรือที่เรียกว่า “กับดักการศึกษาแนวตั้ง” ซึ่งเป็นระบบที่เน้นการสอบแข่งขันเพื่อไต่ไปสู่ปริญญาบัตรเพียงใบเดียว ในอนาคตระบบนี้อาจจะค่อย ๆ กลายเป็นอัมพาตและไม่สามารถตอบโจทย์โลกที่ทักษะและความรู้ที่มีนั้น จะมีอายุขัยที่สั้นลงเรื่อย ๆ
โดยการแก้ปัญหาดังกล่าว ก็คือ รัฐบาลควรมุ่งเน้นไปที่ “การศึกษาแนวราบ” หรือ การเรียนรู้แบบสะสมหน่วยสมรรถนะ (Competency-based Learning) โดยมีภาคเอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรที่สามารถใช้ได้จริงในการทำงาน ใน ระดับอุดมศึกษา ควบคู่ไปกับมาตรการจูงใจทางภาษีขั้นสูงสำหรับการพัฒนาคน
ขณะเดียวกันต้อง 2) พลิกโฉมสวัสดิการจากการ “ตั้งรับ” เข้าสู่ “เชิงรุก” (Active social protection) เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดแรงงาน อาทิเช่น การนำระบบประกันรายได้ส่วนต่าง (Wage insurance) และ Targeted Basic Income มาใช้กับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์โดยตรง (Shiller, 2003 และ OECD, 2025) เพื่อให้แรงงานมีต้นทุนในการปรับตัวอย่างสมศักดิ์ศรี
มากไปกว่านั้น ในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รัฐบาลต้องเร่งสร้าง 3) โครงสร้างพื้นฐานทางด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Infrastructure) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและป้องกันการผูกขาด และเพื่อให้ SMEs สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีจำพวก Agentic AI หรือ Artificial General Intelligence (AGI) ในต้นทุนต่ำ
ควบคู่ไปกับ 4) การปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้รองรับการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ และปัญญาประดิษฐ์ (Human-AI Collaboration) ที่มุ่งเน้นทั้งด้านจริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics) การคุ้มครองสิทธิแรงงานและข้อมูลส่วนตัว และ มาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ (Cobots) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศการทำงานในรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
และประการสุดท้ายคือ 5) การดึงดูดและรักษาบุคลากรทักษะสูง (High-skilled talents) ผ่านมาตรการ Global Talent Visa และการสนับสนุน Startups สัญชาติไทย เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้เป็น AI Hub ของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริงภายในอนาคตอันใกล้นี้
โดยสรุปภาพรวมทั้งหมดและมองไปใน 30 ปีข้างหน้า ตลาดแรงงานไทยจะผ่านสามระยะสำคัญ ระยะแรกคือ ระยะการปรับตัวและตื่นตระหนกต่อการลดลงของประชากรและการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ (พ.ศ. 2571-80)
ระยะที่สองคือ ระยะการลงทุนมหาศาลในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลเพื่อสร้างเครื่องยนต์ตัวใหม่ (พ.ศ. 2581-90) และระยะสุดท้ายคือ ระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการเป็นสังคมแห่งเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (พ.ศ. 2591-2600)
ปัจจัยเชิงลบที่เคยเป็นความท้าทาย จะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานขับเคลื่อนนวัตกรรม หากผู้นำในทุกภาคส่วนมีความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ความสำเร็จในปลายทางนั้น จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ประเทศไทยมีจำนวนแรงงานมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าแรงงานที่มีอยู่นั้นมีความสุข เห็นคุณค่าและความหมายของการทำงาน และสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณค่าความเป็นมนุษย์ได้สูงเพียงใด
และตลาดแรงงานไทยในอนาคต คือ ภาพของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และ เทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นหลักประกันความมั่นคงที่ยั่งยืนที่สุดในอีกสามทศวรรษข้างหน้านี้ของแรงงานไทย
บทความนี้มีเจตนารมณ์เพียงเพื่อให้เกิดการตระหนักเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้ทั้ง ภาครัฐ เอกชน และ ประชาชน ไม่หยุดนิ่งและเร่งสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต ก่อนที่โครงสร้างประชากรและเทคโนโลยีจะบีบให้ไม่มีทางเลือก และเมื่อถึงเวลานั้นก็อาจจะสายเกินไป
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.กติกา ทิพยาลัย ผอ.ศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,172