
สถานการณ์และอนาคตของระบบการเงินดิจิทัล
สถานการณ์และอนาคตของระบบการเงินดิจิทัล : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...ดร.สมทิพ วัฒนพงษ์วานิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4164
KEY
POINTS
- ระบบการเงินดิจิทัลขยายตัวทั่วโลกอย่างรวดเร็วผ่านโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้การเข้าถึงบริการทางการเงินเพิ่มขึ้น โดยประชากรโลก 79% มีบัญชีทางการเงินแล้ว
- ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านสังคมไร้เงินสด มีอัตราการถือครองบัญชีทางการเงินสูงถึง 92% และมีการทำธุรกรรมดิจิทัลในสัดส่วน 83% ของประชากร
- แม้การเข้าถึงบริการทางการเงินของไทยจะอยู่ในระดับสูง แต่ยังมีความท้าทายในการส่งเสริมพฤติกรรมการออมและการเข้าถึงสินเชื่อในระบบเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน
- อนาคตของระบบการเงินดิจิทัลต้องเผชิญความท้าทายด้านการลดความเหลื่อมล้ำ จัดการความเสี่ยงทางไซเบอร์ และยกระดับจากการเข้าถึงบริการไปสู่การสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี (Financial Health)
ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา ระบบการเงินของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากการใช้เงินสดในการทำธุรกรรมทางการเงินอดีต ในตอนนี้การโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ การชำระเงินด้วย QR Code หรือ การเข้าถึงสินเชื่อออนไลน์ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก
โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารอีกต่อไป แต่ได้ยกระดับขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกยุคใหม่ ในการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลที่พัฒนามากขึ้นนั้น ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมสมัยใหม่ ต่ำกว่าระบบการเงินแบบดั้งเดิมอย่างมาก
Global Findex Database เป็นฐานข้อมูลผลสำรวจการเข้าถึง และการใช้บริการทางการเงินของตัวแทนประชากรในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ที่จัดทำโดยธนาคารโลก (World Bank) ครั้งแรกในปี 2011 และมีการสำรวจอย่างต่อเนื่องในปี 2014, 2017, 2021 และ 2025 ที่สำรวจประชากรวัยผู้ใหญ่กว่า 145,000 คน ใน 141 ประเทศทั่วโลก
และจากรายงาน Global Findex 2025 ฉบับล่าสุดนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ของการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยพบว่า 79% ของคนทั่วโลก มีบัญชีทางการเงินอย่างน้อยหนึ่งบัญชี ไม่ว่าจะเป็นบัญชีธนาคาร หรือ บัญชีเงินดิจิทัล (กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Wallet ในรูปแบบต่าง ๆ
เช่น ในกรณีของประเทศไทยคือ G-Wallet ภาครัฐในแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือ TrueMoney Wallet เป็นต้น) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 51% ในปี 2011 การขยายตัวดังกล่าวเด่นชัดเป็นพิเศษในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง และเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการแพร่หลายของโทรศัพท์มือถือ
ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดนี้ คือ การเชื่อมต่อทางดิจิทัล รายงานพบว่า ในปี 2024 คนทั่วโลกกว่า 86% มีโทรศัพท์มือถือ และประมาณ 70% ใช้อินเทอร์เน็ต โดยส่วนใหญ่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟน ซึ่งมีศักยภาพในการขยายการเข้าถึงกิจกรรมดิจิทัล ไปสู่ประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
เช่น Social Media ที่เป็นกิจกรรมดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุด (กว่า 80% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเล่น Social Media) ซึ่งความนิยมนี้ไม่ใช่เพียงในด้านช่องทางการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งตลาดดิจิทัลเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ผ่าน Social Media ของตนเอง ด้วยเหตุนี้ โทรศัพท์มือถือจึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สื่อสารอีกต่อไป หากแต่ทำหน้าที่เป็น “ประตูสู่เศรษฐกิจดิจิทัล” อีกด้วย
ธุรกรรมดิจิทัล: การชำระเงินและการออม
รายงาน Global Findex 2025 ระบุว่า 61% ของประชากรในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง เคยทำธุรกรรมดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการรับเงินเดือน รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ หรือการจ่ายเงินให้ร้านค้า ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 27% จากปี 2014 โดยการชำระเงินดิจิทัลได้กลายเป็นบริการทางการเงินที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน และมีจำนวนผู้ใช้งานมากกว่าการออมเงินหรือการกู้ยืมในระบบ
รายงานชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนผู้ชำระเงินให้ร้านค้าผ่านระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นเป็น 42% โดยบางประเทศ เช่น เวียดนาม มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของร้านค้าและแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหน้าร้านแบบดั้งเดิม
โดยข้อดีสำคัญของการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล นอกเหนือจากการลดความเสี่ยงในการใช้เงินสดแล้ว คือ เป็นการช่วยสร้างประวัติทางการเงิน ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ยื่นประกอบการพิจารณาสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ แทนการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีต้นทุนสูงและความเสี่ยงมากกว่า
อย่างไรก็ตาม การชำระเงินดิจิทัลยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะระบบการชำระเงินที่สามารถเชื่อมต่อ และทำงานร่วมกันได้ระหว่างผู้ให้บริการต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลการชำระเงินในระดับประเทศ ที่ต้องรองรับการโอนเงินระหว่างผู้ให้บริการทุกรายได้อย่างราบรื่น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและทั่วถึง
สำหรับการออมเงินผ่านระบบการเงิน ที่เป็นทางการนั้นก็เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2024 ประชากรในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ และปานกลาง 40% ออมเงินผ่านบัญชี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2021 ถึง 16% ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้ คือ ความสะดวกของบริการทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ และต้นทุนที่ต่ำของช่องทางดิจิทัล ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถออมเงินจำนวนไม่มากได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น
ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการเงิน
แม้ว่าการเข้าถึงบริการทางการเงินทั่วโลกจะขยายตัว แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะในมิติของเพศและรายได้ ผู้หญิงและผู้มีรายได้น้อย มีบัญชีทางการเงินและการออมในระบบน้อยกว่ากลุ่มอื่น แม้ว่าช่องว่างระหว่างหญิงและชายจะค่อย ๆ น้อยลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม
โดยในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง สัดส่วนผู้หญิงที่มีบัญชีทางการเงินเพิ่มขึ้น เป็น 73% ในปี 2024 จาก 50% ในปี 2014 และ 66% ในปี 2021 และเมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่ยังไม่มีบัญชีทางการเงิน เหตุผลที่พบมากที่สุดคือ ผู้ที่ไม่มีบัญชีมองว่าตนเองไม่มีเงินมากพอจนจำเป็นต้องใช้บัญชี และส่วนหนึ่งระบุว่า ไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการมีบัญชีได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่าเดินทาง หรือ ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการ
นอกจากนี้ การเข้าถึงสินเชื่อก็ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง โดยมีประชากรประมาณ 25% เท่านั้นที่กู้ยืมสินเชื่อในระบบการเงินอย่างเป็นทางการ ในช่วงปีที่ผ่านมา ในขณะที่อีกราว 35% ยังต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ เช่น ครอบครัว หรือ เพื่อนฝูง
ความเสี่ยงจากโลกดิจิทัล
เมื่อบริการทางการเงินย้ายจากธนาคาร มาอยู่บนโทรศัพท์มือถือ ความสะดวกและการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น การขยายตัวของการเงินดิจิทัล จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี หากแต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยและความรู้ทางการเงินของผู้ใช้งาน
โดยรายงาน Global Findex 2025 พบว่า ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ใช้งานเท่านั้น ที่ตั้งรหัสผ่านเพื่อป้องกันโทรศัพท์มือถือของตนเอง ซึ่งหมายความว่า ยังมีผู้ใช้งานอีก 1 ใน 4 ที่ไม่ได้ใช้มาตรการป้องกันขั้นพื้นฐาน
นอกจากนี้ ในหลายประเทศทั่วโลกพบว่า ผู้หญิงยังมีแนวโน้มตั้งรหัสผ่านเพื่อป้องกันโทรศัพท์น้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งอาจสะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านทักษะดิจิทัลและความปลอดภัยที่ยังคงมีอยู่
นอกจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยแล้ว อาชญากรรมทางการเงินในโลกดิจิทัล ก็เป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายงานพบว่า เกือบ 20% ของผู้ที่มีโทรศัพท์มือถือในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง เคยได้รับข้อความ หรือ SMS จากบุคคลที่ไม่รู้จักเพื่อหลอกลวง
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงในฐานะผู้ส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัล แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลระบบและคุ้มครองประชาชน การขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัล จำเป็นต้องดำเนินไปควบคู่กับข้อกำหนดและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานอย่างปลอดภัยด้วย
การยกระดับสุขภาพทางการเงิน (Financial Health)
แม้การใช้งานบัญชีทางการเงินจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับโอกาสในโลกดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างกว้างขวาง แต่ความก้าวหน้าเหล่านี้ ยังไม่ได้นำไปสู่การยกระดับสุขภาพทางการเงิน (Financial Health) ของประชาชนโดยรวม
สุขภาพทางการเงินในที่นี้นั้นหมายถึง ความสามารถในการบรรลุเป้าหมายทางการเงิน การรับมือกับเหตุฉุกเฉิน และความมั่นใจต่อสถานะทางการเงินของตนเอง ซึ่งยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญในหลายประเทศ
ข้อมูลจาก Global Findex 2025 ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ที่มีประชากรเพียง 56% เท่านั้น ที่ระบุว่า สามารถเข้าถึงเงินสำรองฉุกเฉินและนำมาใช้ได้ภายใน 30 วัน อย่างไม่ลำบาก ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การสูญเสียรายได้หรืออุบัติเหตุ ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2021
ยิ่งไปกว่านั้น หากสูญเสียแหล่งรายได้หลัก มีประชากรเพียงประมาณ 50% เท่านั้นที่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างน้อยสองเดือน ในขณะที่อีกประมาณ 50% สามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ไม่เกินหนึ่งเดือน ข้อมูลนี้จึงสะท้อนว่า แม้บัญชีดิจิทัลจะช่วยให้การโอนเงินสะดวกขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ประชาชนมีเงินออมสำรอง หรือ ความมั่นคงทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ ระบบการเงินที่เข้มแข็งไม่ควรทำหน้าที่เพียงเปิดประตูให้ผู้คนเข้าถึงบริการเท่านั้น แต่ต้องช่วยเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในยามวิกฤตด้วย ผู้ให้บริการทางการเงินจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างสุขภาพทางการเงินของครัวเรือน
บัญชีทางการเงินสามารถเป็นทรัพยากรสำคัญ สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ด้านการออม การกู้ยืม และการประกันภัยที่ออกแบบเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล สามารถช่วยลดความตึงเครียดทางการเงินและเพิ่มความมั่นคงให้กับครัวเรือนได้
สถานการณ์ในประเทศไทย
ประเทศไทยมีอัตราการถือครองบัญชีธนาคารในระดับสูงมาเป็นเวลานาน และการผลักดันระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงบริการทางการเงินและบัญชีดิจิทัล ผลลัพธ์คือ ประเทศไทยสามารถขยายการชำระเงินดิจิทัล ไปยังร้านค้ารายย่อย ตลาดสด และประชาชนทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว และมีความน่าเชื่อถือ
รายงาน Global Findex 2025 ของธนาคารโลกได้ยืนยันจุดแข็งดังกล่าว โดยประเทศไทยมีอัตราการถือครองบัญชีทางการเงินสูงที่สุดในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบนที่ 92% หรือจากประชากรไทย 61 ล้านคน มีเพียงประมาณ 5 ล้านคนเท่านั้น ที่ยังไม่มีบัญชีการเงิน
อัตราการถือครองบัญชีของไทยนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 79% และเพิ่มขึ้นจากสถิติของไทยในปี 2014 ที่ 78% อีกทั้งยังแทบไม่แตกต่างกันระหว่างเพศหญิง (93%) และเพศชาย (91%) ความก้าวหน้าดังกล่าวสะท้อนว่าคนไทยเกือบทั้งหมดได้เข้าสู่ระบบการเงินอย่างเป็นทางการแล้ว
ประเทศไทยยังถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในการขับเคลื่อน “สังคมไร้เงินสด” โดยมีประชาชนที่ทำธุรกรรม รับหรือจ่ายเงินในรูปแบบดิจิทัลสูงถึง 83% ประชากรมีโทรศัพท์มือถือ 92% และใช้อินเทอร์เน็ตในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 86% ในระดับที่ใกล้เคียงกันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
ความสำเร็จนี้ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่เข้มแข็ง เช่น พร้อมเพย์ และ การยอมรับการชำระเงินดิจิทัลอย่างแพร่หลายของร้านค้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่การชำระเงินดิจิทัลกลายเป็นรูปแบบหลัก
อย่างไรก็ดี แม้การมีบัญชีทางการเงินของคนไทย จะอยู่ในระดับสูงมาก แต่พฤติกรรมการออมและการกู้ยืมในระบบ ยังคงเป็นโจทย์ที่ต้องพัฒนา ในด้านการออม คนไทยประมาณ 54% ออมเงินผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งแม้จะสูงกว่าหลายประเทศ แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเพียงพอของการออมเพื่อวัยเกษียณ
ในขณะที่ด้านสินเชื่อนั้น การกู้ยืมในระบบมีสัดส่วนเพียง 18% ซึ่งสะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถใช้ระบบการเงินเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง หรือ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่
ภาพรวมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยในระยะต่อไป คือ การทำให้ระบบที่มีอยู่สามารถตอบโจทย์ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ ได้มากขึ้น รวมถึงยกระดับการใช้ระบบการเงินดิจิทัล ให้ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประชาชน โดยเฉพาะในมิติของการออมระยะยาว การเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และการรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต
เอกสารอ้างอิง:
Klapper, Leora, Dorothe Singer, Laura Starita, and Alexandra Norris. 2025. The Global Findex Database 2025: Connectivity and Financial Inclusion in the Digital Economy. Washington, DC: World Bank. https://doi.org/10.1596/978-1-4648-2204-9.
World Bank. 2025. “The Global Findex Database 2025: Data Download and Documentation.” http://globalfindex.worldbank.org.
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย...ดร.สมทิพ วัฒนพงษ์วานิช คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4164

