
ลุยแลนด์บริดจ์ต้องศึกษารอบด้าน สมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม
ลุยแลนด์บริดจ์ต้องศึกษารอบด้าน สมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม : บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,201
KEY
POINTS
- การผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์เผชิญเสียงคัดค้านและความกังวลว่าผลการศึกษายังไม่รอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าในการลงทุน
- โครงการนี้จำเป็นต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
- ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่น
กลายเป็นประเด็นร้อน “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ไปทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อ รัฐบาลอนุทิน 2 ประกาศติดเครื่องยนต์ลุยโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมาก เมื่อมีเสียงคัดค้านดังกว่าเสียงสนับสนุน โดยเฉพาะผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ที่หลายฝ่ายยังค้างคาใจ ว่าเป็นไปอย่างรอบคอบรอบด้านหรือไม่ โดยเฉพาะผลกระทบด้านสังคม สิ่งแวดล้อมชุมชน ความคุ้มค่าการลงทุน
ส่งผลให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการศึกษาและทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่อีกครั้ง ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งหัวโต๊ะ เพื่อดับกระแสร้อน เป็นเวลา 90 วัน ประกอบกับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะสงครามการสู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม แลนด์บริดจ์ ถือเป็นเมกะโปรเจ็กต์เรือธงที่รัฐบาลนี้ คาดหวังจะยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค เชื่อมอ่าวไทยกับอันดามัน ลดระยะเวลาการขนส่งสินค้า และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลในอนาคต
โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ ไม่อาจมองเพียงมิติการลงทุน หรือ เม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วิถีชุมชน และ สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน
แม้ภาครัฐจะเชื่อมั่นว่า แลนด์บริดจ์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และสร้างงานจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประชาชนในพื้นที่ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น
บทเรียนจากหลายโครงการที่ผ่านมา สะท้อนชัดว่า การพัฒนาเศรษฐกิจที่ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน มักนำไปสู่ความขัดแย้งและแรงต้านในระยะยาว ดังนั้น “การรับฟัง” จึงเป็นหัวใจสำคัญไม่แพ้เม็ดเงินลงทุน
รัฐบาลจึงต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ทั้งผลการศึกษาความคุ้มค่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย
ขณะเดียวกัน นักลงทุนเองก็ต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG หรือการลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพราะปัจจุบันโลกธุรกิจไม่ได้วัดความสำเร็จจากกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม
หากโครงการแลนด์บริดจ์สามารถออกแบบให้เกิด “จุดสมดุล” ระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตประชาชน และ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้จริง ก็จะกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ของประเทศ แต่หากเร่งเดินหน้าโดยละเลยเสียงของชุมชน หรือประเมินผลกระทบไม่รอบคอบ โครงการที่หวังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่สร้างต้นทุนสูงกว่าเดิม
โจทย์สำคัญของแลนด์บริดจ์วันนี้ จึงไม่ใช่เพียง “จะลงทุนหรือไม่” แต่คือ “จะลงทุนอย่างไร” ให้เศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกับสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระยะยาว
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,201 วันที่ 17 -20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569






