
แลนด์บริดจ์เมกะโปรเจกต์แห่งความหวัง หรือ ภาระแห่งอนาคต
แลนด์บริดจ์เมกะโปรเจกต์แห่งความหวัง หรือ ภาระแห่งอนาคต : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,199
KEY
POINTS
- โครงการแลนด์บริดจ์เป็นเมกะโปรเจกต์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลมุ่งหวังให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค แต่เผชิญข้อกังวลจากสังคมในหลายมิติ ทั้งความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน
- แม้รัฐบาลจะชูประโยชน์ด้านการลดระยะเวลาขนส่งและกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ แต่ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ โดยเฉพาะประเด็นความโปร่งใสและเงื่อนไขการเช่าที่ดินระยะยาว 99 ปี
- ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการยอมรับของประชาชน ซึ่งรัฐบาลต้องพิสูจน์ความโปร่งใส และกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง โดยมีข้อเสนอให้ทบทวนโครงการเพื่อเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงภูมิภาคแทนการแข่งขันในระดับโลก
โครงการ “แลนด์บริดจ์” กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่สุดของรัฐบาล ไม่ใช่เพียงเพราะมูลค่าการลงทุนสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท แต่เพราะนี่คือบททดสอบสำคัญว่า ประเทศไทยจะสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ท่ามกลางความเปราะบางทางสังคม สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ ได้อย่างสมดุลเพียงใด
มติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 ที่รับทราบข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) พร้อมสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปศึกษารายละเอียดรับฟังความคิดเห็นประชาชน และทบทวนความเหมาะสมของโครงการเพิ่มเติม ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในช่วงเวลาที่สังคมยังเต็มไปด้วยคำถามและความไม่ไว้วางใจ
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอธิบายว่า แลนด์บริดจ์ จะเป็น “จุดเปลี่ยน” ของประเทศ เชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ลดระยะเวลาขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้ภาคใต้
แต่อีกด้านหนึ่ง เสียงตั้งคำถามกลับดังขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเรื่องความคุ้มค่าของโครงการ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชน รวมถึงประเด็นอ่อนไหวเรื่องการให้สิทธิเช่าที่ดินระยะยาวสูงสุด 99 ปี ซึ่งแม้ภาครัฐจะยืนยันว่า ไม่ใช่การขายกรรมสิทธิ์ให้ต่างชาติ แต่ก็สะท้อนชัดว่า การสื่อสารเชิงนโยบายของรัฐบาลยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้มากพอ
ความจริงที่รัฐบาลต้องยอมรับคือ ในโลกปัจจุบัน “เมกะโปรเจกต์” จะเดินหน้าไม่ได้ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากขาด การยอมรับจากประชาชน เพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องถนน ท่าเรือ หรือรถไฟ แต่คือการกำหนดอนาคตของพื้นที่และผู้คนในระยะยาว
ข้อเสนอของนักวิชาการหลายฝ่ายจึงน่าสนใจ โดยเฉพาะแนวคิดให้ “ปรับตำแหน่ง” ของแลนด์บริดจ์ใหม่ จากการเป็นคู่แข่งเส้นทางเดินเรือโลก ไปสู่การเป็นประตูเศรษฐกิจของภูมิภาค เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ซึ่งอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมกับบริบทของไทยมากกว่า
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลประโยชน์จากโครงการจะไม่กระจุกอยู่เฉพาะกลุ่มทุนขนาดใหญ่ แต่สามารถกระจายไปถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น SME และประชาชนในพื้นที่ได้จริง รวมถึงต้องเปิดเผยข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และเงื่อนไขการลงทุนอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมสามารถตรวจสอบได้
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญของแลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่ “ควรทำหรือไม่” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้คุ้มค่า โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความเชื่อมั่นของประชาชนได้ เมกะโปรเจกต์ที่ถูกวางให้เป็นความหวังของประเทศ ก็อาจกลายเป็นภาระระยะยาวที่สังคมต้องร่วมกันแบกรับแทน
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,199 วันที่ 10 - 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569






