
เดิมพันใหม่ประเทศไทย บนคลื่นลงทุน Data Center
เดิมพันใหม่ประเทศไทย บนคลื่นลงทุน Data Center : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,200
KEY
POINTS
- ประเทศไทยกำลังดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ มูลค่ามหาศาลกว่า 1.71 ล้านล้านบาท เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัล และ AI ของภูมิภาค
- บีโอไอได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่หลายโครงการ โดยเฉพาะจาก TikTok ที่มีมูลค่าสูงถึง 8.4 แสนล้านบาท เพื่อขยายการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ในไทย
- การลงทุนครั้งนี้ จะช่วยสร้างงานทักษะสูงในสาขาดิจิทัล และ AI เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ภาครัฐยังมีความท้าทายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและบุคลากรเพื่อรองรับ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Digital & AI Hub” ของภูมิภาคอย่างเต็มตัว โดยมีอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ และ คลาวด์เซอร์วิส เป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ภาพการลงทุนที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนชัดว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังขยับสู่ศูนย์กลางการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ AI และ ซัพพลายเชนดิจิทัลระดับโลก
ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยในช่วงปี 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2569 มีโครงการ Data Center และ การเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) ยื่นขอรับการส่งเสริมแล้ว 54 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1.71 ล้านล้านบาท โดยการลงทุนจากบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นไทยข้างมากเติบโตสูง สะท้อนว่า เอกชนไทยเริ่มมองเห็นศักยภาพของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวยิ่งชัดเจนในไตรมาสแรก ปี 2569 เมื่อยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมพุ่งสูงถึง 1.016 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2.4 เท่า โดยในจำนวนนี้เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล สูงถึง 873,741 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 86 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า เม็ดเงินลงทุนใหม่ของโลกกำลังไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยอย่างจริงจัง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 หลังบอร์ดบีโอไออนุมัติโครงการ Data Center และ Data Hosting ขนาดใหญ่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 913,838 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการของบริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด ที่ลงทุนกว่า 842,350 ล้านบาท เพื่อขยายการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา
เป้าหมายสำคัญคือ การผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางการเก็บและประมวลผลข้อมูลของภูมิภาค รองรับเศรษฐกิจ AI คอนเทนต์ดิจิทัล และอีคอมเมิร์ซในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มทุนต่างชาติรายใหญ่ อย่าง DAMAC Group จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผ่านบริษัท สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด มูลค่า 46,869 ล้านบาท และ บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอโอ (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่า 24,619 ล้านบาท ซึ่งตอกยํ้าความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่มีต่อศักยภาพของไทย
ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้จำกัดเฉพาะเม็ดเงินลงทุน แต่ยังรวมถึงการสร้างงานทักษะสูงและเพิ่มการจ้างงานในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ระบบคลาวด์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และ AI โดยข้อมูลระบุว่า ตำแหน่งงานกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 64% ในช่วงปี 2566-2568 อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นธุรกิจก่อสร้าง วิศวกรรม พลังงานหมุนเวียน และ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยในซัพพลายเชน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ การบริหารจัดการนํ้า และ การสร้างบุคลากรดิจิทัลให้เพียงพอต่อความต้องการ
และสิ่งสำคัญ คือ การวางสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุน กับการกำกับดูแลผลกระทบด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และ ความมั่นคงทางข้อมูล
ประเทศไทยกำลังอยู่บนโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ หากสามารถวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการพัฒนาคนได้อย่างเท่าทัน การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนดิจิทัลครั้งนี้ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลาง AI และดิจิทัลของภูมิภาคอย่างแท้จริง
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,200 วันที่ 14 -16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569






