
โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน
โอเปคแตกเตรียมตั้งรับสถานการณ์พลังงาน : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,197
KEY
POINTS
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวจากกลุ่มโอเปกและโอเปกพลัส เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องโควตาการผลิตน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม
- การออกจากกลุ่มของ UAE ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกขาดเสถียรภาพ และราคาผันผวนรุนแรงในระยะสั้น
- ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพ
- ไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือสถานการณ์ โดยพิจารณาหาแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบที่หลากหลายขึ้นนอกกลุ่มโอเปก เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคา
การประกาศถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกนํ้ามันหรือโอเปก (OPEC) และพันธมิตรโอเปกพลัส (OPEC+) ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินออกจากโต๊ะเจรจาของสมาชิกลำดับต้น ๆ เท่านั้น แต่กำลังเป็นแรงกระเพื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน ที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของระเบียบโลกเก่า และส่งแรงกระเพื่อมมาถึงโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การถอนตัวของ UAE ถือเป็นสัญญาณชัดเจนของการสิ้นสุดยุคสมัยแห่งการผูกขาดการบริหารจัดการอุปทานนํ้ามันดิบ และเป็นการเริ่มต้นของยุค “อิสระแห่งพลังงาน” ที่ความมั่นคงของชาติถูกวางอยู่เหนือความร่วมมือในระดับพหุภาคี
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะมันซ้อนทับอยู่บนวิกฤตการณ์สงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดตายมาตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ราคานํ้ามันดิบเบรนท์พุ่งทะยานเหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว
การตัดสินใจของ UAE ในครั้งนี้ จึงถูกมองว่า เป็นการเลือกจังหวะเวลาที่เปี่ยมไปด้วยนัยสำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยอ้างเหตุผลด้าน “วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว” ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับแผนการลงทุนขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมพลังงานต้นนํ้าที่พวกเขาได้ทุ่มเงินมหาศาลลงไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ความขัดแย้งภายในระหว่าง UAE และพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย ได้บ่มเพาะมานานจากปมปัญหาโควตาการผลิต ที่ UAE มองว่าไม่เป็นธรรมต่อศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง โดยปัจจุบัน UAE มีขีดความสามารถในการผลิตนํ้ามันดิบสูงถึง 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่กลับถูกจำกัดด้วยเพดานของโอเปคพลัสไว้เพียงประมาณ 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
การสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ท่ามกลางราคานํ้ามันที่พุ่งสูง จากภาวะสงครามกลายเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ UAE ตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้ายเพื่อประกาศอิสรภาพในการกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง
ผลกระทบในระดับโลกคือ การสูญเสีย “กำลังการผลิตส่วนเกิน” (Spare Capacity) ของกลุ่มโอเปคไปทันทีเกือบ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเดิมทีเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
การหายไปของเอกภาพภายในกลุ่มโอเปกครั้งนี้ จะทำให้ตลาดนํ้ามันโลกเข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบ ซึ่งในระยะสั้น ราคานํ้ามันจะมีความผันผวนรุนแรงขึ้น จากการเก็งกำไรและความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่
แต่ในระยะยาวเมื่อสถานการณ์ความตึงเครียดคลี่คลายลง อาจได้เห็นสงครามราคานํ้ามันรอบใหม่ จากการที่แต่ละประเทศพยายามเร่งผลิต เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดที่เสียไปให้กับสหรัฐอเมริกา และผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก
สำหรับประเทศไทยพึ่งพานํ้ามันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนหลัก สถานการณ์นี้ถือเป็นมรสุมเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องเตรียมรับมือ การพุ่งขึ้นของราคานํ้ามันดิบโลกสู่ระดับ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของธนาคารโลกในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงติดลบแล้วกว่า 62,364 ล้านบาท
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกลายเป็นต้นทุนแฝงในราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าขนส่ง นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งจะไปซํ้าเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก
ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องไม่เพียงแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการกู้เงินเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานต่อไปเท่านั้น แต่ต้องใช้โอกาสจากวิกฤตโอเปกแตกนี้ ในการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับผู้ผลิตนํ้ามันให้มีความหลากหลายมากขึ้น
การเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) กับประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค หรือแม้แต่การกระชับมิตรกับ UAE ในฐานะคู่ค้ารายใหม่ที่ต้องการระบายนํ้ามันดิบเข้าสู่ตลาดโดยไม่สนโควตา คือทางเลือกที่ต้องพิจารณา
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,197 วันที่ 3 -6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569






