
UNCLOS ไม่ใช่ทางลัด แต่คือทางที่ต้องพร้อมก่อนเดิน
UNCLOS ไม่ใช่ทางลัด แต่คือทางที่ต้องพร้อมก่อนเดิน : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,196
KEY
POINTS
- การใช้ UNCLOS เป็นกรอบเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา ไม่ใช่เครื่องมือที่รับประกันชัยชนะ แต่เป็นแนวทางที่ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน
- ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการเตรียมข้อมูลและข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการพิสูจน์สถานะของเกาะกูดซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดน
- ไทยมีความเสี่ยงที่จะเสียเปรียบหากไม่พร้อม เนื่องจากกัมพูชาอาจเตรียมยุทธศาสตร์ทางกฎหมายไว้แล้ว และสามารถใช้กลไกของ UNCLOS บังคับให้เข้าสู่กระบวนการได้ทันที
เมื่อ สภาความมั่นคงแห่งชาติมีมติยกเลิก MOU 44 และประกาศใช้ UNCLOS เป็นกรอบหลักในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชา หลายคนตีความว่านี่คือการ “อัปเกรด” จุดยืนของไทยสู่มาตรฐานสากล และในแง่หนึ่งก็ไม่ผิด เพราะ UNCLOS คือ กติกาที่โลกยอมรับ มีหลักการชัดเจน และไม่เปิดช่องให้ใครต่อรองนอกกติกาได้ง่าย
แต่ UNCLOS ไม่ใช่ทางลัดไปสู่ชัยชนะ และไม่ใช่เครื่องมือที่ถือไว้แล้วจะชนะเอง
ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดในขณะนี้คือการคิดว่า เมื่อไทยเลือกใช้กติกาสากลแล้ว ฝ่ายเราย่อมได้เปรียบ ความเป็นจริงคือ UNCLOS ไม่ได้ให้สูตรสำเร็จว่าใครจะได้อะไร แต่ให้กรอบคิดและหลักการที่ศาลระหว่างประเทศจะนำไปใช้ตัดสิน ซึ่งผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดเตรียมข้อมูล ข้อเท็จจริง และทีมกฎหมายได้ดีกว่ากัน ไม่ใช่ว่าใครเป็นฝ่ายเสนอใช้ UNCLOS ก่อน
หัวใจของการต่อสู้ภายใต้กรอบ UNCLOS คือข้อมูลที่แม่นยำและการโต้แย้งทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง ไทยต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเส้นฐานของเราอยู่ที่ไหน ชายฝั่งมีรูปร่างอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือสถานะของเกาะกูดภายใต้มาตรา 121 ของอนุสัญญา
หากพิสูจน์ได้ว่าเกาะกูดเป็นเกาะที่มีผู้อยู่อาศัยและมีชีวิตทางเศรษฐกิจจริง เกาะกูดจะมีสิทธิ์เขตเศรษฐกิจจำเพาะเต็ม 200 ไมล์ทะเล และเส้นแบ่งเขตจะขยับเข้าหากัมพูชามากขึ้น ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่มีทรัพยากรนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติมหาศาลใต้อ่าวไทย แต่ถ้าเตรียมข้อมูลชุดนี้ไม่พร้อม ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ไทยมีอยู่ก็อาจสูญเปล่าในชั่วข้ามคืน
สิ่งที่น่ากังวลอีกประการคือ จังหวะเวลาของกัมพูชา ที่เพิ่งให้สัตยาบัน UNCLOS เมื่อเดือนมีนาคม 2569 หลังจากเงียบมากว่า 40 ปี การขยับในจังหวะเดียวกับที่ไทยกำลังทบทวน MOU 44 นั้นไม่น่าจะบังเอิญ และสะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชาอาจเตรียมยุทธศาสตร์ทางกฎหมายของตัวเองมาระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่ไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการปรับจุดยืน
ยิ่งกว่านั้น UNCLOS ยังมีกลไกที่เรียกว่ากระบวนการไกล่เกลี่ยบังคับ ซึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถเปิดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความยินยอมจากอีกฝ่าย หากกัมพูชาเลือกใช้กลไกนี้ก่อน ไทยจะไม่มีเวลาเตรียมตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปอีกต่อไป แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการทันที พร้อมหรือไม่พร้อมก็ตาม
ฐานเศรษฐกิจไม่ได้คัดค้านการใช้ UNCLOS เป็นกรอบเจรจา แต่เห็นว่า การประกาศเปลี่ยนกติกาและการเตรียมพร้อมรับมือกับกติกานั้นคือ คนละเรื่องกัน รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า มีทีมกฎหมายระดับนานาชาติ ที่มีประสบการณ์คดีพิพาทเขตทะเลพร้อมแล้วหรือยัง ข้อมูลแผนที่และพิกัดได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้วหรือไม่ และมีแผนรองรับทุกฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการระหว่างประเทศแล้วหรือยัง
พื้นที่ทับซ้อนกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย คือทรัพยากรของคนทั้งชาติ ไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษ การเดินเข้าสู่สนามกฎหมายระหว่างประเทศโดยไม่พร้อม จึงไม่ใช่แค่ความเสี่ยงทางการทูต แต่คือการเดิมพันด้วยอนาคตของประเทศ
UNCLOS คือ เส้นทางที่ถูกต้อง แต่ทางที่ถูกต้องไม่ได้หมายความว่าเดินแล้วจะปลอดภัยเสมอ โดยเฉพาะถ้าเดินโดยยังไม่พร้อม
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,196 วันที่ 30 เมษายน -2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569






