thansettakij
thansettakij
พลังงานแพง-ศรัทธาสั่น รัฐบาลต้อง“เลือกช่วย”และ“เร่งเปลี่ยน”

พลังงานแพง-ศรัทธาสั่น รัฐบาลต้อง“เลือกช่วย”และ“เร่งเปลี่ยน”

17 เม.ย. 69 | 23:30 น.

พลังงานแพง-ศรัทธาสั่น รัฐบาลต้อง“เลือกช่วย”และ“เร่งเปลี่ยน” : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4193

KEY

POINTS

  • วิกฤตราคาพลังงานจากความขัดแย้งในต่างประเทศ กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และเป็นบททดสอบศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาล
  • แนวทางแก้ปัญหาระยะสั้นคือ รัฐบาลต้อง "เลือกช่วย" กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและเป็นต้นทุนหลักของระบบเศรษฐกิจ เช่น ภาคขนส่ง เกษตร และ ผู้มีรายได้น้อย
  • ในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสที่รัฐบาลต้อง "เร่งเปลี่ยน" โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่พลังงานสะอาดเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

วิกฤตพลังงานรอบใหม่ที่ปะทุจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล “อนุทิน 2” ไม่ใช่เพียงเชิงเศรษฐกิจ แต่รวมถึง “ศรัทธา” ของประชาชนต่อความสามารถในการบริหารประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคานํ้ามันที่พุ่งขึ้น การขาดแคลนในบางช่วง และต้นทุนที่ลุกลามไปยังทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ 

สถานการณ์ครั้งนี้มีความเสี่ยงมากกว่าวิกฤตราคาพลังงานทั่วไป เพราะเป็น “ช็อกจากฝั่งอุปทาน” ที่เชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์โลก และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งอาจผลักเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือเศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อสูง หากรัฐไม่สามารถควบคุมต้นทุนพลังงาน และดูแลกลุ่มเปราะบางได้อย่างตรงจุด 

โจทย์แรกของรัฐบาลจึงไม่ใช่ “ช่วยทุกคน” แต่คือ “เลือกช่วยให้ตรงจุด” โดยเฉพาะ 4 กลุ่มหลักที่เป็นต้นนํ้าของต้นทุนเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาคขนส่ง ภาคประมง ภาคเกษตร และ กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพราะหากปล่อยให้ต้นทุนของกลุ่มเหล่านี้พุ่งสูง จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าทั้งระบบอย่างรวดเร็ว 

แนวทางที่รัฐบาลเลือกใช้ “กองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิง” เป็นเครื่องมือหลักแทนการลดภาษีสรรพสามิต ถือเป็นการรักษาสมดุลทางการคลังในระยะสั้น เพราะการลดภาษีแม้ช่วยกดราคาพลังงาน แต่จะกระทบรายได้รัฐ ซึ่งจำเป็นต่อการดูแลสวัสดิการในด้านอื่น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงมาตรการ แต่คือ “การสื่อสาร” ของรัฐที่ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เพียงพอ ในช่วงที่ประเทศมีนํ้ามันสำรองถึง 60 วัน แต่ราคายังปรับขึ้นต่อเนื่อง กลับสร้างคำถามต่อประชาชนว่า รัฐกำลังควบคุมสถานการณ์ได้จริงหรือไม่ 

บทเรียนสำคัญคือ วิกฤตพลังงานไม่ใช่เพียงปัญหาเชิงเทคนิค แต่เป็น “ปัญหาความเชื่อมั่น” หากรัฐไม่สามารถอธิบายเหตุผลของมาตรการและทิศทางนโยบายได้อย่างชัดเจน อาจนำไปสู่แรงกดดันทางสังคม ตั้งแต่ค่าครองชีพสูง การว่างงาน ไปจนถึงความไม่พอใจที่ลุกลามเป็นความขัดแย้งทางการเมือง 

อีกด้านหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญ หากรัฐบาลสามารถใช้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น “ความจำเป็น” ในโลกที่ต้นทุนนํ้ามันจะไม่กลับไปถูกเหมือนเดิมในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า 

การผลักดันพลังงานชีวมวล การเปิดทาง Solar Rooftop และ Direct PPA รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและ AI ยกระดับศักยภาพ SMEs ล้วนเป็นแนวทางที่ถูกทิศ แต่ต้องเร่งให้เกิดผล “เชิงรูปธรรม” ไม่ใช่เพียงนโยบายบนกระดาษ ขณะเดียวกัน การใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงอาหารและยา เพื่อยกระดับไทยเป็นฐานการผลิตโลก ก็เป็นอีกหมากสำคัญในการสร้างรายได้ระยะยาว 

ท้ายที่สุด วิกฤตครั้งนี้จะไม่จบเพียงการประคองราคา หรืออัดฉีดมาตรการระยะสั้น แต่เป็นบทพิสูจน์ว่า รัฐบาลจะสามารถ “บริหารทรัพยากรจำกัด” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับ “เปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ” ไปสู่อนาคตได้หรือไม่ เพราะหากล้มเหลว มันอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่ยากจะควบคุมในระยะยาว

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,193 วันที่ 19 -22 เมษายน พ.ศ. 2569