
นโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” พันธสัญญาที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน
นโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” พันธสัญญาที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,190
KEY
POINTS
- รัฐบาลอนุทิน 2 แถลงนโยบาย 5 ด้านหลัก ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ และวิกฤตพลังงานโลก ซึ่งต้องพิสูจน์คำมั่นสัญญาด้วยผลงานที่เป็นรูปธรรม
- นโยบายสำคัญมุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบเบ็ดเสร็จ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการบริหารจัดการวิกฤตพลังงาน
- การปฏิรูปภาครัฐโดยการผลักดัน "Super license" และแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
การแถลงนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการบริหารประเทศในวาระที่สอง ท่ามกลางบริบทโลกที่ไม่อาจเรียกว่า “ปกติ” ได้อีกต่อไป
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ฉุดราคาพลังงานพุ่งสูง ห่วงโซ่อุปทานโลกที่สั่นคลอน และการเมืองการค้าระหว่างประเทศ ที่หันหลังให้กับเสรีนิยมอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์หินที่รัฐบาลชุดนี้ต้องแบกรับตั้งแต่วันแรก
นโยบายที่ประกาศออกมาครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศและความมั่นคง สังคม ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐ ซึ่งหากพิจารณาในเชิงเนื้อหา ต้องยอมรับว่า มีทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในหลายมิติ แต่แผนงานที่ดูดีบนกระดาษจะแปลงเป็นผลลัพธ์จริงในชีวิตของประชาชนได้หรือไม่ และเร็วแค่ไหน
ประเด็นที่สำคัญที่สุดในสายตาของภาคเอกชนและประชาชนรากหญ้า คือ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งรัฐบาลประกาศชัดว่า จะดำเนินการแบบ “เบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม ยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง” โดยจะสร้างฐานข้อมูลครอบคลุมทั้งสถาบันการเงิน บริษัทบริหารสินทรัพย์ และสหกรณ์
แนวคิดนี้ถูกต้องในหลักการ แต่รัฐบาลต้องระวังไม่ให้นโยบายนี้กลายเป็นเพียงการพักหนี้หมุนเวียนซํ้า ที่สร้างภาระทางการคลังในระยะยาว โดยไม่แก้รากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง คือ รายได้ที่ตํ่าและผลิตภาพแรงงานที่ถดถอย
รัฐบาลตั้งเป้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดิจิทัล AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นทิศทางที่ถูกต้องตามกระแสโลก น่าสังเกตว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนต่างชาติ ที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการสนับสนุนให้เกิดการร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี นี่คือหัวใจที่ต้องจับตา เพราะที่ผ่านมาไทยดึงดูดการลงทุนต่างชาติได้ แต่มักไม่สามารถดูดซับเทคโนโลยีและยกระดับซัพพลายเชนในประเทศได้อย่างแท้จริง
บทที่หนักที่สุดในโจทย์รัฐบาลชุดนี้คือ วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลระบุชัดว่า สถานการณ์นี้ “ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใดและในทิศทางใด” ซึ่งเป็นการยอมรับที่ตรงไปตรงมา การผลักดัน Net Zero ภายในปี 2593 และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็นทิศทางที่ถูกต้อง
แต่ในระยะสั้นรัฐบาลต้องบริหารสมดุล ระหว่างการปกป้องผู้บริโภคจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง กับ วินัยทางการคลังอย่างระมัดระวัง เพราะการอุดหนุนพลังงานแบบถ้วนหน้า ไม่ใช่คำตอบในระยะยาวและสร้างภาระงบประมาณมหาศาล
นโยบายที่น่าสนใจและมักถูกมองข้าม คือ การปฏิรูปภาครัฐ รัฐบาลประกาศจะผลักดัน “Super license” ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยกว่า 7,000 ฉบับ หากทำได้จริง นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เพราะต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในระบบราชการที่ซับซ้อนและล่าช้า ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบคู่แข่งในภูมิภาคมาตลอด ประเด็นนี้ฐานเศรษฐกิจจะติดตามอย่างใกล้ชิด
นายกรัฐมนตรีอนุทินปิดท้ายคำแถลงด้วยวลีที่ว่า “พูดแล้วทำ” ซึ่งเป็นสัญญาที่รัฐบาลทุกชุดมักให้ไว้เสมอ แต่มักพิสูจน์ได้ยากที่สุดในทางปฏิบัติ
วันนี้ประชาชนและภาคธุรกิจไม่ต้องการนโยบายที่สวยงามอีกต่อไป พวกเขาต้องการเห็นผลงานที่จับต้องได้ ตั้งแต่หนี้ที่ลด รายได้ที่เพิ่ม ต้นทุนพลังงานที่บรรเทาลง และระบบราชการที่ตอบสนองได้เร็วขึ้น นั่นคือ บรรทัดฐานที่สังคมไทยจะใช้วัดรัฐบาลอนุทิน 2 ตลอดวาระที่ดำรงอยู่
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46 ฉบับที่ 4,190 วันที่ 9 -11 เมษายน พ.ศ. 2569






