thansettakij
thansettakij
จับตา “ยาแรง” รัฐบาลอนุทิน 2 พยุงประเทศพ้นวิกฤต

จับตา “ยาแรง” รัฐบาลอนุทิน 2 พยุงประเทศพ้นวิกฤต

11 เม.ย. 69 | 23:30 น.
อัปเดตล่าสุด :12 เม.ย. 69 | 01:24 น.

จับตา “ยาแรง” รัฐบาลอนุทิน 2 พยุงประเทศพ้นวิกฤต : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,191

KEY

POINTS

  • รัฐบาลออกมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย" ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และ "คนละครึ่งพลัส" เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย
  • เตรียมรับมือวิกฤตราคาพลังงาน ด้วยมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมัน เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง
  • เสนอ "ยาแรง" ระยะยาว คือ การปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย เพื่อลดขนาดภาครัฐ และแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย อันเป็นการแก้ปัญหาที่โครงสร้างอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจที่รุมเร้า โดยเฉพาะวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกจับตามองอย่างหนักถึงการเข็นมาตรการ “ยาแรง” ออกมาเพื่อดับร้อนให้แก่ประชาชน

เริ่มตั้งแต่การคิกออฟโครงการ “ไทยช่วยไทย” เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกับห้างค้าปลีกและผู้ผลิตรายใหญ่เพื่อหั่นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 3,000 รายการ อาทิ สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน รวมถึงข้าวสาร นํ้าตาล ซอส ปรุงรส นํ้ามันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง มาลดสูงสุด 58% 

ตามมาด้วยความชัดเจนของโครงการยอดฮิตอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ที่จ่อคิวเข้า ครม. ในวันที่ 21 เมษายนนี้ โดยตั้งเป้ากระจายสิทธิให้ประชาชนมากกว่า 20 ล้านคน พร้อมเริ่มใช้จ่ายในเดือนพฤษภาคม ทันที

หากพิจารณาในแง่การบรรเทาภาระเฉพาะหน้า โครงการ “ไทยช่วยไทย” ดูจะตอบโจทย์กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จากกลุ่มสินค้า House Brand ซึ่งเป็นสินค้าที่ห้างร้านผลิตเอง และสินค้าแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพ แต่ราคาถูกกว่า มาเป็นทางเลือก ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพให้กับชาวบ้านได้โดยตรง 

ขณะที่ “คนละครึ่งพลัส” ที่มีวงเงิน 2,000 บาทต่อคน จะช่วยเติมเงินในกระเป๋า เพื่อกระตุ้นการบริโภคในภาวะที่ค่าครองชีพดีดตัวสูงขึ้น

ขณะที่ราคานํ้ามันดีเซลพุ่งแตะ 50 บาทต่อลิตร (ณ วันที่ 8 เมษายน 2569) ส่วนกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลมีแผนจะ “ลอยตัวราคานํ้ามันดีเซล” หลังเทศกาลสงกรานต์นี้ ซึ่งหากราคาพลังงานถูกลอยตัว ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าทั้งหมด และอาจทำให้เม็ดเงินจากโครงการคนละครึ่งพลัส หรือส่วนลดจากไทยช่วยไทย ถูกกลืนหายไปกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทันที

การยกระดับมาตรการประหยัดพลังงาน ตามขีดวิกฤตความรุนแรง เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการนํ้ามัน ในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. เพื่อลดการใช้นํ้ามันลง และช่วยประหยัดไฟฟ้า รวมไปถึงมาตรการอื่นๆ ที่อาจจะมีตามออกมา ทั้งการปิดป้ายไฟร้านค้า ป้ายโฆษณา โรงภาพยนตร์ เป็นต้น

ทางออกที่แท้จริงที่อาจเป็น “ยาแรง” ระยะยาว คือ นโยบาย “การปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย” ที่รัฐบาลอนุทิน 2 แถลงต่อรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น การปรับขนาดภาครัฐให้เล็กลง การเกษียณอายุก่อนกำหนด เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการรื้อกฎหมายล้าสมัยกว่า 7,000 ฉบับ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจและลดต้นทุนให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

บทสรุปของยาแรงชุดนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเม็ดเงินที่รัฐอัดฉีดลงไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการ “ปรับโครงสร้าง” เพื่อรับมือกับต้นทุนพลังงานที่แท้จริง ควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด 

หากรัฐบาลยังติดอยู่กับวงจรการแจกเงินเพื่อพยุงราคา โดยไม่แก้ที่โครงสร้าง พื้นฐาน “ยาแรง” ที่คาดหวังอาจกลายเป็นเพียงการซื้อเวลาที่ต้องแลกด้วยภาระหนี้สินมหาศาลของประเทศในอนาคต

จาก “ไทยช่วยไทย” ถึง “คนละครึ่งพลัส” ผนวก “ยาแรง” ของรัฐบาลอนุทิน 2 คงต้องลุ้นว่า จะช่วยพยุง ช่วยบรรเทา ช่วยรักษา ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศได้มากน้อยแค่ไหน

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,191 วันที่ 12 -15 เมษายน พ.ศ. 2569