
สินค้าราคาแพงโจทย์หินรัฐบาลที่ยังไร้ทางออก
สินค้าราคาแพง โจทย์หินรัฐบาลที่ยังไร้ทางออก : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,186
KEY
POINTS
- วิกฤตราคาพลังงานและราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายเร่งด่วนของรัฐบาล
- ราคาน้ำมันส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ต้นทุนการผลิตและขนส่งสูงขึ้น จนสินค้าอุปโภคบริโภคจ่อปรับราคาขึ้น 10-20%
- ปัจจัยภายในประเทศ เช่น โครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบี้ยวและภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันฯ เป็นข้อจำกัดทางการคลังในการแก้ปัญหา
- ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ คือ ให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ลดภาษี และเปลี่ยนมาใช้นโยบายอุดหนุนแบบมุ่งเป้าช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศในช่วงที่เปราะบางที่สุด จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลระบุชัดเจนว่า ประชาชนกว่า 72% ต้องการเห็นรัฐบาลบริหารจัดการในภาวะวิกฤตได้ดี มากกว่านโยบายขายฝัน โดยมีโจทย์หินอย่าง “นํ้ามันแพง” และ “วิกฤตพลังงาน” เป็นวาระเร่งด่วนอันดับหนึ่งที่ต้องเผชิญ
ปัจจัยวิกฤตที่ถาโถม รัฐบาลชุดนี้ต้องรับศึกหนักจากปัจจัยภายนอกและภายในที่สอดประสานกัน วิกฤตราคานํ้ามันโลก จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันราคานํ้ามันดิบพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มสูงไปถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้ต้นทุนการผลิตและขนส่งพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จ่อปรับราคาขึ้น 10-20% เป็นอย่างน้อย จนถูกนิยามว่าเป็น “นิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ”
นอกจากนี้ โครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบี้ยว และภาระของกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงที่ติดลบไปแล้วกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ายังเป็นตัวเลขที่ตํ่าอยู่ จากก่อนหน้านี้ที่เคยติดลบไปมหาศาลกว่า 1 แสนล้านบาท แต่ก็ไม่ใช่ว่าในวันนี้กองทุนนํ้ามันฯ จะแบกรับภาระได้เหมือนเช่นอดีต กลายเป็นข้อจำกัดทางการคลังที่บีบคั้นการบริหาร
ในขณะที่ภาคส่วนต่าง ๆ เริ่มออกมาเคลื่อนไหว ทั้งกลุ่มรถบรรทุกที่กดดันเรื่องการกระจายนํ้ามัน และเกษตรกรที่แบกรับต้นทุนปุ๋ย และนํ้ามันจนเกินขีดความสามารถ หากสถานการณ์ยืดเยื้อแน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อจีดีพีไทยอาจร่วงแบบไม่เป็นท่า
จะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร? หลายความคิดเห็นจากนักวิชาการและภาคสังคม ที่เสนอแนะว่า ทางรอดของรัฐบาลอนุทิน ไม่ได้อยู่ที่การ “อุดหนุนแบบถ้วนหน้า” ที่ทำมาถูกทางแต่ยังไม่สุดทาง แต่รัฐบาลต้องกล้า ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ให้โปร่งใส ลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน และเปลี่ยนจากการอุ้มราคาทุกกลุ่ม มาเป็นการ อุดหนุนแบบมุ่งเป้า (Target Subsidy) เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง
หัวใจสำคัญที่ตัดสินว่า รัฐบาลจะสอบผ่านหรือไม่ คือ “ความโปร่งใสและการทำงานที่ตรวจสอบได้” ตามที่ประชาชนคาดหวัง รัฐบาลต้องเร่งคุมราคาสินค้าควบคุม 59 รายการ (ที่กำลังจะปรับขึ้นอีก 12 รายการรวมเป็น 71 รายการ) อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส และต้องบริหารจัดการโควต้านํ้ามันไม่ให้เกิดภาวะ “ขาดแคลนเทียม” จนลามสู่ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน
วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯ อนุทิน จึงต้องมีเครื่องมือและข้อเสนอแนะที่ชัดเจนวางอยู่บนโต๊ะ หากกล้าตัดสินใจในทางที่ถูกต้อง และลดความบิดเบี้ยวของระบบลงได้ ประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะประคองตัวผ่านพ้นมรสุมเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้ แต่หากยังคงบริหารจัดการแบบเดิมที่เน้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ก็อาจริบหรี่ลงทุกที
ชั่วโมงนี้ใครๆ ก็อยากเห็นแสงสว่าง ...
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,186 วันที่ 26 -28 มีนาคม พ.ศ. 2569






