
ขึ้นนํ้ามันกลางดึก 6 บาท “ช็อกประชาชน” หรือสัญญาณรัฐบริหารพลังงานล้มเหลว
ขึ้นนํ้ามันกลางดึก 6 บาท “ช็อกประชาชน” หรือสัญญาณรัฐบริหารพลังงานล้มเหลว : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,187
KEY
POINTS
- รัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร อย่างกะทันหันกลางดึก โดยอ้างเหตุผลจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง และภาระหนี้กองทุนน้ำมัน
- การขึ้นราคาโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าสร้างผลกระทบต่อประชาชนทันที และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการผลักภาระโดยขาดความรับผิดชอบ
- เหตุการณ์ดังกล่าวจุดคำถามถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานของภาครัฐ ที่ถูกมองว่า เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขาดการวางแผน และ มาตรการช่วยเหลือยังไม่มีความชัดเจน
การตัดสินใจปรับขึ้นราคานํ้ามันเชื้อเพลิงแบบ “ก้าวกระโดด” ถึง 6 บาทต่อลิตร ในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 ไม่เพียงสร้างแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในทันที แต่ยังจุดคำถามสำคัญต่อ “วิธีคิดเชิงนโยบาย” และ “ความรับผิดชอบต่อประชาชน” ของภาครัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้รัฐบาลจะออกมาชี้แจงว่า เป็นการตัดสินใจที่จำเป็น ภายใต้แรงกดดันจากราคานํ้ามันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสถานะกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงที่ติดลบกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท พร้อมภาระอุดหนุนที่สูงถึงวันละกว่า 2,000 ล้านบาท แต่คำอธิบายดังกล่าวอาจ “ไม่เพียงพอ” เมื่อเทียบกับความรู้สึกของประชาชนที่ต้องเผชิญผลกระทบแบบฉับพลัน
การเลือก “ขึ้นราคากลางดึก” โดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้า ทำให้เหตุการณ์นี้ถูกตีความในสังคมว่า ไม่ต่างจาก “ปล้นประชาชนกลางดึก” เพราะต้นทุนชีวิตของผู้คนถูกปรับเพิ่มขึ้นทันที โดยไม่มีโอกาสตั้งตัว หรือปรับแผนการใช้จ่าย
ในเชิงหลักการ นโยบายพลังงานไม่ใช่เรื่องที่รัฐจะ “บริหารแบบวันต่อวัน” หรือ ใช้วิธีการตัดสินใจเฉพาะหน้าโดยขาดการสื่อสารเชิงรุก เพราะราคาพลังงานคือ “ต้นทุนฐาน” ของระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ตั้งแต่ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
การปรับขึ้นราคานํ้ามันในระดับ 6 บาทต่อครั้ง จึงไม่ใช่เพียงการขยับราคาสินค้าเพียงรายการเดียว แต่คือการ “รีเซ็ตต้นทุนเศรษฐกิจทั้งระบบ” ในทันที
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ควรขึ้นหรือไม่” เพราะในสถานการณ์ราคานํ้ามันโลกพุ่งแรง การปรับราคาภายในประเทศอาจเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คำถามคือ “รัฐบริหารผลกระทบอย่างไร” และ “ประชาชนได้รับการปกป้องเพียงพอหรือไม่”
แม้ภายหลังคณะรัฐมนตรีจะมีมติออก 7 มาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การช่วยเหลือภาคขนส่ง เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME แต่คำถามคือ “มาตรการเหล่านี้เพียงพอหรือไม่” และ “จะเกิดขึ้นทันเวลาแค่ไหน”
โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่าง “ภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน” ซึ่งเป็นเครื่องมือหลัก ที่รัฐสามารถใช้แบ่งเบาภาระประชาชนได้โดยตรง กลับยังไม่มีความชัดเจนทั้งในด้านอัตราการลด ระยะเวลา และ ผลกระทบต่อรายได้รัฐ
ขณะที่ภาคประชาชนต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที ภาคขนส่ง เกษตรกรรม และ ประมง ซึ่งพึ่งพานํ้ามันเป็นต้นทุนหลัก กลับต้องรับภาระเพิ่มขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ มีแนวโน้มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในระยะถัดไป
บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องราคานํ้ามัน แต่คือ “วิธีคิดเชิงนโยบาย” ของภาครัฐ ว่า จะเลือกบริหารเศรษฐกิจแบบ “ตั้งรับเฉพาะหน้า” หรือ “วางแผนเชิงระบบ” เพราะในโลกที่ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติ รัฐบาลไม่สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบวันต่อวันได้อีกต่อไป และจะกลายเป็น “จุดเปลี่ยนของความเชื่อมั่น” ที่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,187 วันที่ 29 มีนาคม - 1 เมษายน พ.ศ. 2569






