thansettakij
thansettakij
เมื่อ 'โลกเดิม' ไม่กลับมา บทเรียนจากเงินกู้ 4 แสนล้าน และโจทย์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย

เมื่อ 'โลกเดิม' ไม่กลับมา บทเรียนจากเงินกู้ 4 แสนล้าน และโจทย์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย

07 พ.ค. 69 | 02:41 น.
อัปเดตล่าสุด :07 พ.ค. 69 | 02:55 น.

เงินกู้ 4 แสนล้านบาทกำลังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ว่าจะใช้เงินเพื่อ “ยื้อเศรษฐกิจเดิม” หรือเร่งปรับโครงสร้างรับโลกใหม่ที่วิกฤติกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

KEY

POINTS

  • เงินกู้ 4 แสนล้านบาทถูกจัดสรรตามแนวทางเศรษฐศาสตร์แบบเดิมเพื่อเยียวยา กระตุ้น และลงทุนปรับโครงสร้าง แต่แนวคิดนี้อาจไม่เหมาะกับโลกหลังโควิดที่เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
  • การใช้นโยบายแบบเดิมเพื่อพยุงเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางและขาดเป้าหมายที่ชัดเจน (เช่น นิยามกลุ่มเปราะบางที่ไม่แม่นยำ) เป็นแนวทางที่ไม่ยั่งยืน สร้างภาระทางการคลัง และลดความสามารถในการรับมือวิกฤตในอนาคต
  • โจทย์ใหม่คือทุกภาคส่วนต้องปรับตัวรับความผันผวน โดยหัวใจสำคัญของเงินกู้ไม่ใช่การเยียวยาระยะสั้น แต่คือการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่โลกอนาคต เช่น เศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เงินกู้ 4 แสนล้านบาทที่รัฐบาลเตรียมใช้สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ เงินเยียวยากลุ่มเปราะบาง เงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และเงินลงทุนเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพลังงาน หากมองในทางทฤษฎี แนวทางดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์มหภาค กล่าวคือ เมื่อเกิดวิกฤติ ภาครัฐต้องช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเพื่อประคองการบริโภคและลดความเสียหายทางสังคม

ขณะเดียวกัน หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ก็จำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังเข้ามากระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้น และหากต้องการผลในระยะยาวก็ต้องจัดสรรงบประมาณบางส่วนไปสู่การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้รองรับโลกอนาคต

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ “หลักคิดเดิม” ยังเหมาะกับบริบทเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 หรือไม่ เพราะในอดีต วิกฤติเศรษฐกิจขนาดใหญ่มักเกิดขึ้นเป็นรอบห่างกันเกือบ 10 ปี ทำให้ภาครัฐมีเวลาฟื้นฟูฐานะทางการคลังและค่อยๆ ลดระดับหนี้สาธารณะลงได้ แต่โลกหลังโควิดกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ในหลายภาคส่วน เช่น ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่กลับไปแตะระดับ 40 ล้านคนเหมือนก่อนโควิด ขณะที่ประเทศต้องเผชิญ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม น้ำแล้ง สงครามการค้า มาตรการภาษีของสหรัฐฯ หรือวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงจึงไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็น “สภาวะปกติใหม่” ของเศรษฐกิจโลก

ยิ่งไปกว่านั้น โลกเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการแข่งขันของประเทศคู่แข่งเพิ่มขึ้น สินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาด เทคโนโลยีอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์เริ่มเข้ามาแทนแรงงานในหลายอุตสาหกรรม ภายใต้บริบทเช่นนี้ การพยายามใช้เงินจำนวนมากเพื่อ “รักษาโลกเศรษฐกิจแบบเดิม”

เสมือนว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืนอีกต่อไป เพราะต่อให้ประคองเศรษฐกิจไว้ได้ชั่วคราว ก็อาจต้องแลกกับภาระทางการคลังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

อีกจุดอ่อนสำคัญอยู่ที่นิยามของ “กลุ่มเปราะบาง” ซึ่งยังขาดความแม่นยำ ตัวอย่างเช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีมากกว่า 10 ล้านคน ขณะที่จำนวนคนจนที่ประเมินโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกลับมีเพียงประมาณ 3–4 ล้านคน หรือกรณีเกษตรกรและ SMEs ที่มักถูกเหมารวมว่าเป็นกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงมีทั้งกลุ่มที่ยากจนจริง กลุ่มที่แข่งขันได้ด้วยตนเอง และกลุ่ม “ซอมบี้” ที่อยู่รอดเพียงเพราะการประคองจากภาครัฐ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครได้รับผลกระทบ” แต่คือ “ใครไม่สามารถปรับตัวได้หากไม่มีรัฐเข้ามาช่วยเหลือ”

ในยุคที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย Big Data และปัญญาประดิษฐ์ ภาครัฐควรกลับมาใช้นโยบายแบบ “พุ่งเป้า” มากกว่าการหว่านเงินในวงกว้าง การกำหนดนิยามของความเปราะบางให้ชัดเจนจะช่วยให้การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดภาระทางการคลังในระยะยาว เพราะรัฐไม่สามารถกู้เงินมาประคองทุกภาคส่วนได้ตลอดไป โดยเฉพาะในโลกที่วิกฤติมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น

ในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจเอง ก็อาจถึงเวลาที่ไทยต้องทบทวนบทบาทของนโยบายการคลังแบบเดิม แม้มาตรการลักษณะ “คนละครึ่ง” จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายภาครัฐ แต่เมื่อความเสี่ยงในอนาคตมีมากขึ้น การใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมากในช่วงที่ยังไม่มีวิกฤติชัดเจน อาจทำให้ประเทศสูญเสีย “พื้นที่ทางการคลัง” ที่จำเป็นต้องใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงจริง ดังเช่นปัจจุบันที่รัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อรับมือวิกฤติใหม่ เพราะได้ใช้ทรัพยากรไปล่วงหน้าแล้วในช่วงก่อนหน้า

ในอีกด้านหนึ่ง การลดบทบาทของรัฐในการอุ้มเศรษฐกิจยังเป็นสัญญาณสำคัญว่า ภาคธุรกิจและประชาชนต้องเริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอน และความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ภาครัฐอาจไม่สามารถโอบอุ้มทุกคนได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป การปรับตัวของภาคเอกชน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจจึงจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของความสามารถในการอยู่รอดในอนาคต

ท้ายที่สุด ส่วนที่สำคัญที่สุดของเงินกู้ครั้งนี้อาจไม่ใช่เงินเยียวยาหรือเงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือ “เงินลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” เพราะไม่ว่าเกิดวิกฤติหรือไม่ โลกก็กำลังเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีใหม่อยู่แล้ว โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ควรลงทุนหรือไม่” แต่คือ “ลงทุนอย่างไร” ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย หากไทยใช้โอกาสจากวิกฤติครั้งนี้เพื่อเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริง เงินกู้ก้อนนี้อาจกลายเป็น “ต้นทุนแห่งอนาคต” มากกว่า “ภาระของคนรุ่นต่อไป”