thansettakij
thansettakij
เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

05 พ.ค. 69 | 23:00 น.

เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ : คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย...กาแฟขม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,198

KEY

POINTS

  • รัฐบาลอนุมัติการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ซึ่งจะผลักดันให้หนี้สาธารณะของประเทศใกล้แตะเพดานสูงสุด
  • เงินกู้ถูกแบ่งเพื่อใช้ในโครงการเยียวยาถูกวิจารณ์ว่า เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น และเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่อาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใหญ่
  • เกิดข้อกังวลถึงประสิทธิภาพการใช้เงิน พร้อมมีข้อเสนอแนะให้รัฐนำเงินไปใช้ในมาตรการที่ยั่งยืนกว่า เช่น การค้ำประกันสินเชื่อให้ SME หรือ การจัดตั้งกองทุนซื้อหนี้เพื่อช่วยรายย่อย

*** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,198 ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.2569 โดย ...กาแฟขม

***  ครม.ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีระกูล ตัดสินใจกดปุ่มเดินหน้าออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยเหตุผลสุดคลาสสิก แก้ “วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง” และ “ค่าครองชีพประชาชน” ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ การกู้รอบนี้ผลักดันให้ยอดหนี้สาธาณะวิ่งไปที่ 69% แทบชนเพดาน 70% ที่ขยายกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่ไม่ใช่ประเด็นถกเถียงสำคัญ จะกู้เท่าไร ชนเพดานหรือไม่ แต่จะใช้เงินอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่างหาก ที่ผู้คุมเกมอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ต้องรอบคอบ ไม่ให้เงินตกหล่นไปอยู่กับเสือหิว เสือโหยมากนัก

*** หลายคนเริ่มออกมาตั้งข้อสังเกต ดูกันหยาบๆ อย่าง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล  อดีตรมว.คลังถึงกับออกปาก นี่เป็นการตีเช็กเปล่าทางการเมือง ไม่ได้เพิ่มความสามารถแข่งขันของประเทศ แต่เป็นการแบ่งเค้กให้พรรคการเมืองเอาไปทำโครงการที่ตรวจสอบได้ยาก เอาอนาคตลูกหลานไปตกอยู่วังวนความเสี่ยงกับหนี้ของประเทศหรือไม่

*** แลกันในเบื้องต้น รัฐบาลแบ่งเงินกู้ 4 แสนล้าน ออกเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกครึ่งหนึ่ง 2 แสนล้าน ประมาณว่าเอามา “เยียวยา” ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (หรือคนละครึ่งเวอร์ชันอัปเกรด) ฟังดูเหมือนการโปรยทานให้คนตัวเล็ก แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า นี่คือ การฉีดมอร์ฟีนประคองชีพไปวันๆ ไม่ได้ช่วยให้ SME รายย่อยหลุดพ้นจากหล่มหนี้ได้อย่างยั่งยืนเลยแม้แต่น้อย ขณะที่ SME รายย่อยกำลังหายใจไม่ออก เพราะเข้าไม่ถึงแหล่งทุน รัฐบาลกลับเลือกกู้เงินมาอุดหนุนการบริโภคชั่วครั้งชั่วคราว 

*** เนื้อใน พ.ร.ก. เน้นไปที่การ “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” ก็หวั่นเกรงมิใช่น้อยว่า ท้ายที่สุดเม็ดเงินก้อนใหญ่ มักจะไหลไปสู่นักลงทุนรายใหญ่ ที่มีเทคโนโลยีพร้อม มากกว่าจะตกถึงมือร้านค้าแผงลอย ที่กำลังจะถูกยึดที่ทำกินพฤติกรรม “ใจใหญ่” กู้เงินแสนล้านมาแก้ปัญหารายวัน จะเป็นการถนัดการ “บริหารหนี้” มากกว่าการ “บริหารรายได้” หรือไม่ สุดท้าย 4 แสนล้านที่กู้มา จะเป็นเงินที่ช่วยต่อลมหายใจประชาชนจริงๆ หรือจะเป็นเพียง “นํ้าเลี้ยง” ที่สูบฉีดเข้าสู่เครือข่ายการเมืองหรือไม่ 

                         เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

*** ว่าก็ว่า รัฐบาลอาจกำลังคิดอยู่ก็ได้ แทนที่จะกู้เงินมาหว่านโปรยผ่านโครงการประเภท “คนละครึ่ง” หรือ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นเพียงการกระตุ้นชั่วคราว อาจแบ่งงบก้อนนี้มาเสริมเขี้ยวเล็บให้ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย) อย่างจริงจัง ทำหน้าที่เป็น “หลังพิง” ให้ SME รายย่อยที่ติด Blacklist หรือไม่มีหลักประกันได้เดินเข้าสู่ประตูธนาคารอีกครั้ง รัฐต้องกล้า “คํ้าประกันความเสี่ยง” ให้คนตัวเล็กเหมือนที่กล้าคํ้าให้บริษัทนํ้ามันและโรงไฟฟ้า

ถ้ากล้ากู้มาแจก ต้องกล้าคํ้าประกันอนาคตให้รายย่อยด้วย อาจคิดทำควบคู่ไปพร้อมกันอีกทาง โดยออกมาตรการทางภาษีหรือบังคับใช้กฎหมายผูกขาดที่เข้มงวด บีบให้ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ต้องเปิดพื้นที่ให้สินค้า SME รายย่อยในท้องถิ่นเข้ามาวางขายโดย “ฟรีค่าธรรมเนียม” (GP) ในสัดส่วนที่ชัดเจนมากขึ้น สร้าง “ตลาด” ที่ยั่งยืนกว่าการแจกเงินสด  

*** หรือรัฐบาลอาจจะคิดเปลี่ยนหนี้เปลี่ยนเป็นทุน แทนที่จะไล่จับเจ้าหนี้นอกระบบโชว์ รัฐสร้างกลไก “ตัวกลาง” ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ในการเจรจาประนอมหนี้ โดยใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินก้อนนี้ มาจัดตั้งกองทุนพิเศษเพื่อ “ซื้อหนี้” จากรายย่อยที่มีศักยภาพแต่ขาดสภาพคล่อง แล้วเปลี่ยนจากเจ้าหนี้หน้าเลือดมาเป็น “หุ้นส่วน” หรือ  เจ้าหนี้ในระบบที่มีดอกเบี้ยเป็นธรรม เพื่อให้เขามีลมหายใจกลับมาจ้างงานและเสียภาษีให้รัฐได้อีกครั้ง

*** จะทำอะไรก็รีบทำ รายงานล่าสุดออกมาแล้ว SME เจอภาวะต้นทุนสูง ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนให้ผู้บริโภค การเงินตึงตัว SME 92% ยังไม่มีแนวทางบริหารต้นทุนทางการเงินหรือ หนี้สิน มีเพียง 8% ที่ดำเนินการร่วมกับสถาบันการเงินโดยตรง สถานการณ์การเงินที่น่ากังวลสะท้อนผ่านพฤติกรรม ได้แก่ 42.6% ขอผ่อนผันหรือพักชำระหนี้, 26.5% กู้เพิ่ม, 15.2% ปรับโครงสร้างหนี้, 13% ปิดกิจการชั่วคราว และ 2.7% ขายสินทรัพย์เพิ่มสภาพคล่อง การปรับตัวของเขาเองเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องมีมาตรการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะมาตรการ Soft Loan ต้องเดินคู่กับการพัฒนาประสิทธิภาพ ...คาบนี้เริ่มนับถอยหลังกันแล้ว นับถอยหลังไปสู่การปิดกิจการ นำมาซึ่งการตกงานกันถ้วนหน้า ฯพณฯ ทั่นขอรับ