
พิธีสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์
พิธีสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ คอลัมน์ สังฆานุสติ โดย บาสก
KEY
POINTS
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี จะเสด็จฯ ในพระราชพิธีสถาปนา "พระพรหมมุนี (บุญเรือง)" ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ในราชทินนาม "สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์" ในวันที่ 3 มิถุนายน 2569
- เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นพระเถระผู้เชี่ยวชาญด้านพระปริยัติธรรมและภาษาอังกฤษ และเป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศรุ่นแรกที่ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอินโดนีเซียและออสเตรเลีย
ตามรายงานข่าวที่เผยแพร่อย่างไม่เป็นทางการ ระบุว่าในวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ซึ่งตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในวันมหามงคลนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปในงานพระราชพิธีสถาปนา พระพรหมมุนี (บุญเรือง)ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยมีราชทินนามที่จารึกในสุพรรณบัฏ ว่า “สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์”
เจ้าประคุณสมเด็จมีนามเดิมว่า “บุญเรือง วรคามวิชัย” ฉายา “ปุญฺญโชโต” เกิดที่จังหวัด มหาสารคาม เป็นพระเถระผู้เชี่ยวชาญด้านพระปริยัติธรรมพระธรรมทูตและภาษาอังกฤษ สำเร็จการศึกษาจาก มหามกุฏราชวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ Banaras Hindu University ประเทศอินเดีย
ท่านเข้าอบรมเป็นพระธรรมทูตรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ. 2509 และได้เดินทางเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศ อินโดนีเซีย และ ออสเตรเลีย จนพระพุทธศาสนาตั้งถาวรที่ประเทศนั้น
เมื่อเป็นพระนักศึกษาระดับปริญญาโท ที่ BHU เมืองพาราณสี อินเดียนั้น ท่านเป็นพระราชาคณะในนาม พระสุวีรญาณ เป็นพระผู้ใหญ่ประจำหอพัก Reva Koti ริมฝั่งแม่น้ำคงคา จึงเป็นผู้นำพระนักศึกษา สวดมนต์เช้าเย็นเป็นประจำ จึงเป็นที่เคารพของพระนักศึกษาทั้งหอพักที่มีทั้งพระมหานิกายและธรรมยุต
ความสามารถเฉพาะตัวคือท่าน
- แสดงพระธรรมเทศนาและสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว
ปัจจุบัน
- อายุ 91 ปี แต่มีสุขภาพแข็งแรง ปฏิบัติกิจของสงฆ์และออกบิณฑบาตโปรดญาติโยมเป็นประจำ
ส่วนลำดับสมณศักดิ์ของท่านสะท้อนถึงความเพียรและคุณูปการต่อพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ “พระสุวีรญาณ” “พระราชวิสุทธิมุนี” “พระเทพญาณกวี” “พระธรรมเจติยาจารย์” “พระพรหมมุนี” จนได้รับสถาปนาเป็น “สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์” ในปี พ.ศ. 2569 นับเป็นพระมหาเถระสายพระธรรมทูตผู้ทรงคุณูปการอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาไทยและต่างประเทศ เป็นที่น่าอนุโมทนายิ่ง







