
DEFA กับการเตรียมความพร้อมของไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
DEFA กับการเตรียมความพร้อมของไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล : คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.สินีนาฏ เสริมชีพ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4198
KEY
POINTS
- DEFA คือกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนฉบับแรกของโลก มีเป้าหมายเพื่อสร้างประชาคมเศรษฐกิจดิจิทัลและเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
- ข้อตกลงนี้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ไทย ผ่านการขยายตลาดดิจิทัลและการค้าออนไลน์ ดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี และส่งเสริมระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน
- ไทยต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่สูงขึ้นจากบริษัทต่างชาติ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในประเทศ และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น
- การเตรียมความพร้อมของไทย ต้องทำทั้งในระดับนโยบาย เช่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทักษะดิจิทัล และ ระดับธุรกิจที่ต้องปรับตัวเพื่อแข่งขันในตลาดอาเซียน
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจดิจิทัลได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ อาเซียนถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตของตลาดดิจิทัลที่รวดเร็ว
โดยรายงาน e-Conomy SEA 2025 ซึ่งจัดทำโดย Google, Temasek และ Bain & Company และเผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ประเมินว่า ณ สิ้นปี 2025 เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน จะมีมูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Value: GMV) มากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 7.4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2016
ในปัจจุบัน อาเซียนกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากความคืบหน้าของกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ซึ่งคาดว่าจะสามารถเจรจาให้แล้วเสร็จและลงนามได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569
จุดเริ่มต้นของการจัดทำกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) มีที่มาจากแผนงานบันดาร์เสรีเบกาวัน (Bandar Seri Begawan Roadmap: BSBR) ในปี 2021 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจอันเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
โดยแผนงานดังกล่าวได้เน้นย้ำความสำคัญของความเชื่อมโยงดิจิทัลต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต และในฐานะปัจจัยที่จำเป็นต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจต่อไป
DEFA เป็นกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก และถือเป็นก้าวสำคัญที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของอาเซียน สู่การพัฒนายุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่ทันสมัย ครอบคลุม และสอดประสานกัน เพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy)
และคาดการณ์ว่า DEFA จะช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนเป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 DEFA มุ่งเน้นให้อาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่
การเร่งการเติบโตของการค้าดิจิทัล (Digital trade) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross-border e-commerce) การสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัย การส่งเสริมให้ระบบดิจิทัลของแต่ละประเทศเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ (Interoperability) และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อม (Micro, Small, and Medium Enterprises: MSMEs) ในเศรษฐกิจดิจิทัล
เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว อาเซียนได้จัดทำกรอบการเจรจาโดยมี 9 องค์ประกอบหลัก ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มตามเป้าหมาย 4 ด้านได้ ดังนี้
กลุ่มที่หนึ่ง เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควรเน้นที่การอำนวยความสะดวกทางการค้าดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน
กลุ่มที่สอง เพื่อขับเคลื่อนความสามารถในการทำงานร่วมกัน (interoperability) ในภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการใช้ Digital ID และการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์
กลุ่มที่สาม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ เน้นมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ การไหลเวียนข้อมูลข้ามพรมแดน และการคุ้มครองข้อมูล
และกลุ่มที่สี่ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก โดยครอบคลุมประเด็นการเคลื่อนย้ายผู้มีความสามารถทางดิจิทัล นโยบายด้านการแข่งขัน และความร่วมมือในประเด็นใหม่ ๆ เช่น กฎระเบียบด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
สำหรับประเทศไทย Google, Temasek และ Bain & Company (2025) ระบุว่า ไทยมีเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน และคาดการณ์ว่า จะมีมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ที่ระดับ 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และการขนส่งและบริการส่งอาหารออนไลน์
กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งในส่วนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากผลกระทบเชิงบวก และความท้าทายจากผลกระทบเชิงลบ ในด้านโอกาสทางเศรษฐกิจ
(1) จะช่วยขยายตลาดดิจิทัลและการค้าออนไลน์ โดยลดอุปสรรคทางกฎระเบียบและทำให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนคล่องตัวขึ้น เป็นโอกาสให้ MSMEs ไทยสามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนได้ง่ายขึ้น
(2) ดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี เนื่องจาก DEFA มุ่งสร้างมาตรฐานเดียวและการทำงานร่วมกันได้ (Interoperability) ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุน
(3) ระบบการชำระเงินข้ามประเทศ และ Fintech ที่เติบโต ซึ่งจะทำให้การจ่ายเงินข้ามประเทศทำได้สะดวกและส่งเสริมธุรกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวและค้าปลีก
และ (4) การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเศรษฐกิจดิจิทัลจะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New engine of growth) ของไทย ทดแทนอุตสาหกรรมดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดดิจิทัลและการปรับตัวที่ต้องดำเนินการย่อมนำมาซึ่งความท้าทายสำหรับประเทศไทยดังต่อไปนี้
(1) การแข่งขันที่สูงขึ้นจากการเข้ามาของบริษัทต่างชาติ อาจทำให้ MSMEs ไทยเสียเปรียบด้านขนาดและเทคโนโลยี และต่างชาติครองตลาดแพลตฟอร์ม
(2) ความท้าทายด้านกฎระเบียบ เนื่องจากต้องมีการปรับกฎหมายเกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลและการไหลข้อมูลระหว่างประเทศ ซึ่งต้องพิจารณาถึงความสมดุลระหว่างประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและอธิปไตยของข้อมูล
(3) ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลภายในประเทศ ซึ่ง DEFA จะส่งผลดีต่อคนและธุรกิจที่พร้อมมากกว่า ส่วนกลุ่มที่ปรับตัวไม่ทันจะเสียเปรียบ
และ (4) ความเสี่ยงทางด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล โดยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้น ซึ่งต้องหาทางรับมือและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค
จากประเด็นข้างต้น จึงนำไปสู่ความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และลดผลกระทบจากความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น โดยแนวทางการเตรียมความพร้อมควรดำเนินการในสองระดับ ได้แก่ ระดับนโยบายและระดับธุรกิจ ในระดับนโยบาย ภาครัฐควรมุ่งพัฒนาความเชื่อมโยงดิจิทัล (Digital connectivity) อย่างรอบด้าน ทั้งในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น คลาวด์ (Cloud) และศูนย์ข้อมูล (Data center) การพัฒนาทักษะและขีดความสามารถด้านดิจิทัลของทรัพยากรมนุษย์ (Digital skills)
ตลอดจนการปรับกฎหมายและมาตรฐานด้านดิจิทัลให้สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือของอาเซียน โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการเปิดกว้างของข้อมูลและอธิปไตยด้านข้อมูล
นอกจากนี้ ควรมีมาตรการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดย่อม (MSMEs) ทั้งในด้านการพัฒนาทักษะดิจิทัล และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ควบคู่กับการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยควรมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลในด้านใด เพื่อส่งสัญญาณเชิงนโยบายไปยังภาคส่วนต่าง ๆ และใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว
ในระดับธุรกิจ ภาคเอกชนควรพิจารณาปรับรูปแบบธุรกิจโดยมองตลาดอาเซียน เป็นโอกาสเพิ่มเติมที่เปิดกว้างมากขึ้น พร้อมทั้งลงทุนด้านข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์ และใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศน์ข้ามพรมแดน (Cross-border ecosystem) ซึ่งเอื้อต่อการเชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์และลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดยสรุปคือ DEFA ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับประเทศไทย เนื่องจากจะช่วยเปิดตลาดดิจิทัลของอาเซียนให้กว้างขึ้น เอื้อต่อการเพิ่มการลงทุน และสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโต
อย่างไรก็ดี DEFA จะเร่งระดับการแข่งขันภายในภูมิภาค ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวทั้งในด้านศักยภาพ เทคโนโลยี และกรอบกฎระเบียบภายในประเทศ
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ DEFA เป็นเครื่องมือในการเร่งการพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนเป็นยุทธ์ศาสตร์ในการวางตำแหน่ง (Positioning) ของไทยในเวทีอาเซียนและเวทีโลกในระยะต่อไป
คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย... ผศ.ดร.สินีนาฏ เสริมชีพ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4198







