

โจทย์ยากที่สุดของผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การรักษาธุรกิจให้อยู่รอดเท่านั้น แต่คือการส่งไม้ต่อให้ทายาทเข้ามารับช่วงดูแลกิจการที่ตนสร้างมากับมือ ซึ่งบ่อยครั้งที่ความปรารถนาดีของผู้ใหญ่มักมาพร้อมกับความคาดหวังแกมบังคับ ให้ลูกหลานรีบกลับมารับหน้าที่ผู้บริหารทันทีที่เรียนจบ
แต่ในความเป็นจริงแล้วงานวิจัยและกรณีศึกษาจากทั่วโลกชี้ให้เห็นมุมมองใหม่ว่า หากต้องการสร้างผู้นำที่สามารถให้เกียรติอดีตไปพร้อมกับสร้างนวัตกรรมเพื่ออนาคตได้ด้วย สิ่งสำคัญไม่ใช่การรีบดึงตัวกลับมา แต่คือการให้อิสระแก่ทายาทในการกำหนดเส้นทางเดินของตนเองเสียก่อน
ประสบการณ์ลํ้าค่านอกธุรกิจครอบครัว
ในอดีตนั้นการเตรียมความพร้อมของทายาท มักจะเป็นการส่งไปหาประสบการณ์ในบริษัทที่ปรึกษาหรือองค์กรข้ามชาติ ซึ่งแม้จะเป็นวิธีที่ดี แต่บทบาทลูกจ้างมืออาชีพกับการเป็นผู้ประกอบการนั้นสร้างทักษะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บทความจาก FamilyBusiness.org โดย Lüber และ Kammerlander ชี้ให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจว่า
ประสบการณ์ที่ดีที่สุดคือการออกไปตั้งบริษัทของตัวเอง เพราะนี่คือหลักสูตรเร่งรัดที่บีบให้ต้องเรียนรู้รอบด้าน ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การบริหารกระแสเงินสด ไปจนถึงการบริหารคน ซึ่งจะช่วยบ่มเพาะไหวพริบทางธุรกิจ และความมั่นใจในตัวเองได้ดีกว่าการเติบโตภายใต้ร่มเงาของครอบครัวเพียงอย่างเดียว
เมื่อทายาทกลายเป็นผู้บุกเบิก
กรณีศึกษาที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือเรื่องราวของ Lena Schaumann ทายาทรุ่นใหม่ของ Möbel Schaumann ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ของเยอรมนีที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1912 โดยแทนที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจทันทีหลังเรียนจบ เธอเลือกที่จะเดินออกจาก Comfort Zone ไปก่อตั้งสตาร์ตอัปของตัวเองชื่อ Lumizil แพลตฟอร์มจำหน่ายโคมไฟออนไลน์ โดยใช้เวลาถึง 6 ปี ในการล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูก และสร้างทีมงานขึ้นมาด้วยตัวเอง
จนกระทั่งปีค.ศ. 2019 เมื่อตัดสินใจกลับสู่ธุรกิจครอบครัว เธอไม่ได้กลับมาตัวเปล่า แต่มาพร้อมกับทีมงานคู่ใจ องค์ความรู้ด้านดิจิทัลที่เชี่ยวชาญ และจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการที่เต็มเปี่ยม ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยอดเยี่ยมมาก โดยสามารถพลิกโฉมธุรกิจดั้งเดิมของตระกูล ด้วยการสร้างช่องทางอีคอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จได้ภายในเวลาเพียง 6 เดือน
Lena กล่าวถึงเบื้องหลังความสำเร็จนี้ไว้อย่างน่าคิดว่า “หากไม่ได้เริ่มทำธุรกิจของตัวเองมาก่อน ฉันคงไม่มีความกล้าพอที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้นำและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจของที่บ้านได้อย่างแน่นอน”
เปลี่ยนมุมมองจากความเสี่ยงเป็นโอกาส
ถึงเวลาแล้วที่เจ้าของธุรกิจครอบครัวต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ เมื่อทายาทขอโอกาสออกไปสร้างกิจการของตัวเอง ขออย่ามองว่าเป็นภัยคุกคามที่จะทำให้ครอบครัวห่างเหินกัน หรือมองว่าเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แต่จงมองว่าเป็นโอกาสในการบ่มเพาะศักยภาพที่แท้จริง เพราะท้ายที่สุดเมื่อพวกเขาตัดสินใจกลับมา ก็จะไม่กลับมาเพียงเพราะหน้าที่ แต่จะกลับมาพร้อมกับวิสัยทัศน์ใหม่และประสบการณ์จากโลกภายนอก ที่พร้อมจะต่อยอดธุรกิจของครอบครัวให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปได้อีก
อ้างอิง: Lüber, K., & Kammerlander, N. (n.d.). Let the next generation of family firm leaders chart their own path. FamilyBusiness.org.