

การส่งต่อธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เพียงการโอนหุ้นหรือเก้าอี้ผู้บริหารเท่านั้น แต่คือการสืบต่อ “ความฝัน วิสัยทัศน์ และคุณค่า” ที่ผู้ก่อตั้งบ่มเพาะมาตลอดทั้งชีวิต ดังนั้นความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การจัดการด้านเอกสาร แต่คือการทำให้การเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่นดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยไม่สะดุดต่อสายตาพนักงาน คู่ค้า และสังคมภายนอก
ทั้งนี้รายงาน KPMG Global Family Business Report 2025 ชี้ว่า ธุรกิจครอบครัวที่มีโครงสร้างบริหารที่ชัดเจนและวางแผนการสืบทอดอย่างเป็นขั้นตอน มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าถึง 40% ซึ่งสะท้อนว่าการเตรียมการล่วงหน้าไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะตัดสินอนาคตของกิจการเลยทีเดียว โดยเฉพาะจากผู้ชายสู่ผู้ชาย
4 แนวทางสำคัญในการส่งต่อธุรกิจครอบครัว
1. วางโครงสร้างให้ชัดเจน การแบ่งบทบาทหน้าที่ตามความถนัดของลูกชายแต่ละคนช่วยจะลดความขัดแย้งในครอบครัว และยังเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กร ตัวอย่างเช่น ลูกชายคนโตอาจถนัดด้านการตลาด ส่วนคนน้องเหมาะกับการดูแลสายการผลิต ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด
2. เปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป การส่งต่อธุรกิจไม่ควรเกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่ควรเป็นกระบวนการค่อยๆ ให้พ่อลดบทบาทลงจากผู้ตัดสินใจมาเป็นที่ปรึกษา ขณะที่ลูกชายรับผิดชอบมากขึ้นทีละน้อย แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยให้ลูกชายปรับตัวได้ แต่ยังทำให้พนักงานและคู่ค้าค่อยๆ สร้างความมั่นใจกับผู้นำรุ่นใหม่ด้วย หลายครอบครัวจึงเริ่มเตรียมการล่วงหน้าถึง 5–10 ปี โดยให้ทายาทรุ่นใหม่ทำงานในทุกตำแหน่งสำคัญก่อนจะเข้ารับตำแหน่งผู้บริหาร
3. รักษาสมดุลของบทบาท แม้พ่อจะยังมีประสบการณ์ล้ำค่า แต่ต้องเข้าใจบทบาทสำคัญที่สุดหลังการส่งต่อกิจการคือ “ผู้แนะนำ” ไม่ใช่ “ผู้ควบคุม” การเปิดพื้นที่ให้ลูกชายได้เสนอไอเดียและลองผิดลองถูกภายใต้ร่มเงาที่ปลอดภัย จะทำให้เขาเติบโตเร็วขึ้น พร้อมกันนั้นการจัดประชุมครอบครัวเป็นประจำยังช่วยลดความขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้ทุกเสียงในครอบครัวได้รับการรับฟังอีกด้วย
4. สร้างประสบการณ์เรียนรู้รอบด้าน การเตรียมทายาทไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในบริษัทเท่านั้น หลายครอบครัวเลือกให้ลูกชายออกไปทำงานในองค์กรอื่นก่อน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และมุมมองใหม่ๆ เมื่อกลับมารับช่วงธุรกิจครอบครัว เขาจะมีทั้งความมั่นใจและความน่าเชื่อถือที่มากกว่าการเติบโตอยู่ภายใต้ร่มเงาครอบครัวอย่างเดียว
การส่งต่อธุรกิจครอบครัวจึงไม่ใช่แค่การส่งมอบเก้าอี้ผู้บริหาร แต่คือการสร้าง “สะพานเชื่อม” ที่มั่นคงระหว่างรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ โดยหากมีการวางโครงสร้างที่ชัดเจน การเปลี่ยนผ่านที่เป็นขั้นตอน และการเตรียมประสบการณ์ที่รอบด้าน ธุรกิจครอบครัวก็จะไม่เพียงอยู่รอด แต่ยังมีศักยภาพเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแรงในโลกธุรกิจยุคใหม่ ที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นไปพร้อมกับการพัฒนาธุรกิจ เพราะธุรกิจครอบครัวที่แท้จริง ไม่ได้ส่งต่อเพียงทรัพย์สิน แต่ยังสืบต่อคุณค่าและความผูกพัน จากรุ่นสู่รุ่นอีกด้วย
อ้างอิง:
1. Mishra, A. N. (2019, June 26). Transition in family business from dad to son. Entrepreneur India. https://www.entrepreneur.com/en-in/growth-strategies/is-your-son-ready-to-takeover/335805
2. KPMG. (2025).Global Family Business Report 2025. KPMG International.