
เฉิงตู...จากพื้นที่ล้าหลัง สู่เมืองหลักแห่งอนาคต (3)
เฉิงตู...จากพื้นที่ล้าหลัง สู่เมืองหลักแห่งอนาคต (3) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4212
KEY
POINTS
- เฉิงตูเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่เติบโตเร็ว ทั้งด้านชีวการแพทย์ พลังงานสะอาด การบินและอวกาศ ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูง
- ได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการคมนาคมที่สำคัญ โดยมีสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง และเป็นชุมทางรถไฟขนส่งสินค้าจีน-ยุโรป เชื่อมการค้ากับทั่วโลก
- เป็นเมืองต้นแบบแนวคิด "เมืองในสวน" ที่สร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมขั้นสูงกับคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเน้นพื้นที่สีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ เฉิงตูยังเป็นคลัสเตอร์ด้านชีวทางการแพทย์ (Bio-Tech) ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเซีย และเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมด้านพลังงานสะอาด ยานยนต์พลังงานใหม่ การบินและอวกาศ ตลอดจนเศรษฐกิจระดับการบินต่ำ (Low-Altitude Economy) ผ่านความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี โดรน และ แท็กซี่บินได้
เฉิงตูถือเป็นฮับด้านพลังงาน โดยมีสำรองก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่และเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของจีน แถมล่าสุดยังถูกเลือกเป็นฐานการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจนอีกด้วย พลังงานเหล่านี้เป็นฐานพลังงานสีเขียว ที่สนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี
ยกตัวอย่างเช่น เฉิงตูนับเป็นหนึ่งในโหนดหลักของโครงการ “East Data, West Computing” ที่นำเอาข้อมูลจากภาคตะวันออกไปประมวลผลในซีกตะวันตก ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาล และความสามารถในการผลิตพลังงานสะอาดของเฉิงตูได้อีกด้วย
การพัฒนาในหลายส่วนดังกล่าว ทำให้เฉิงตูมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 ขนาดเศรษฐกิจของเฉิงตู อยู่ที่ราว 385,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (2.5 ล้านล้านหยวน) คิดป็นราว 2 ใน 3 ของจีดีพีของไทย และจัดเป็นเมืองที่มีขนาดเศรษฐกิจตอนในระดับต้นของจีน รวมทั้งมีศักยภาพในการเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในระยะยาว
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาซีกตะวันตกของจีนเกิดเป็นรูปธรรม และลดข้อจำกัดในเชิงภูมิศาสตร์ที่ไม่ติดทะเล (Landlocked) เฉิงตูยังได้รับการพัฒนาระบบการคมนาคม และโลจิสติกส์เพื่อให้การเข้าถึงมีความสะดวกและประสิทธิภาพสูง
ปัจจุบัน เฉิงตูได้ยกสถานะขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เชื่อมต่อการขนส่ง “ทางบก-ทางอากาศ” แบบไร้รอยต่อระดับโลก
กล่าวคือ เฉิงตูนับเป็นหนึ่งในฮับการบินที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่เมืองของจีน ที่มีสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่ถึง 2 แห่ง “Dual Airport City” อันได้แก่ ชวงหลิ่ว (Shuangliu) และ เทียนฟู่ (Tianfu) ที่เชื่อมต่อกับเส้นทางบินสำคัญทั่วโลก ซึ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวและกิจกรรมอื่นในพื้นที่ได้เป็นอันมาก
ขณะเดียวกัน เฉิงตูก็เป็น “ชุมทาง” รถไฟด่วนขนส่งสินค้าจีน-ยุโรป (China-Europe Railway Express) โดยสถานีรถไฟเฉิงตู เป็นจุดปล่อยขบวนรถไฟไปยุโรปที่มีความถี่สูงที่สุด ช่วยให้การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และอะไหล่รถยนต์ไปยุโรปทำได้อย่างรวดเร็ว โดยช่วยลดเวลาการขนส่งทางเรือจาก 30-45 วัน เหลือเพียง 12-15 วัน
ด้วยเหตุนี้ นครแห่งนี้จึงมีสถานะพิเศษไม่เพียงเป็น “ฮับโลจิสติกส์หลายรูปแบบ” (Multimodal Logistics Hub) ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของ “ระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศสายใหม่” (New International Land-Sea Trade Corridor) ที่สามารถเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ทางอากาศ และทางถนนเข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่ออีกด้วย
นอกจากนี้ เฉิงตูยังมีเส้นทางรถยนต์และรถไฟเชื่อมไปยังอาเซียน ทำให้เฉิงตูกลายเป็น “ท่าเรือบก” ที่รองรับการค้าระหว่างอาเซียน-ด้านซีกตะวันตกของจีนที่สำคัญ อาทิ การขนส่งสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปจากไทย เข้าสู่พื้นที่ด้านซีกตะวันตกของจีนได้โดยตรง ซึ่งในเชิงภูมิศาสตร์ สินค้าไทยนับว่า มีความได้เปรียบเชิงโลจิสติกส์เหนือสินค้าของต่างชาติ ในการเข้าถึงตลาดในพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
เท่านั้นไม่พอ เฉิงตูก็ไม่ได้มีดีแค่ตัวเลขเศรษฐกิจและนวัตกรรม แต่ยังโดดเด่นในเรื่อง "ความสมดุลระหว่างนวัตกรรมขั้นสูงกับคุณภาพชีวิต" เมืองนี้ได้รับฉายาว่าเป็น “เมืองระดับ 1 ที่น่าอยู่ที่สุด (The Most Livable First-Tier City) ของจีน
ย้อนกลับไปใน 2018 สี จิ้นผิง ได้มีดำริเกี่ยวกับการกำหนดยุทธศาสตร์ “เมืองในสวน” (City in the Park) ระหว่างการตรวจเยี่ยมงานที่เฉิงตู ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญใน 2 ส่วน อันได้แก่ การเชื่อมโยงสีเขียว (Green Connectivity) และ การเป็นชุมชนเมืองที่ยั่งยืน (Sustainable Urbanism)
ในส่วนแรก ด้วยสภาพอากาศและภูมิประเทศที่เอื้ออำนวย และการส่งเสริมของภาครัฐ เฉิงตูมีการก่อสร้างและพัฒนาเส้นทางจักรยานและทางเท้าสีเขียวเทียนฝู่ (Tianfu Greenways) ซึ่งเชื่อมต่อสวนสาธารณะขนาดใหญ่ทั่วเมือง จนได้รับการจดบันทึกว่ามีความยาวที่สุดในโลก
สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทัศนียภาพของเมือง แต่เป็นการสร้างเศรษฐกิจแห่งความสุข (Economy of Happiness) ที่เอื้อต่อธุรกิจท่องเที่ยว สุขภาพ กีฬา สันทนาการ และอื่นๆ
ในส่วนหลัง รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และอาคารสำนักงานยุคใหม่ในพื้นที่ โดยกำหนดให้อยู่ภายใต้มาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดรับกับนโยบายและเป้าหมายความเป็นกลางด้านคาร์บอนของจีน ในปี 2060
ว่าง่ายๆ เฉิงตูกลายเป็น “ต้นแบบ” การพัฒนาแนวคิด “เมืองในสวน” ในจีน และผมสังเกตเห็นความพยายามของรัฐบาลจีน ในการนำเอาแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในหลายหัวเมืองของจีนในระยะหลัง
แล้วโอกาสของไทยอยู่ตรงไหนบ้าง? ติดตามอ่านต่อหน้าครับ ...
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน







