
เฉิงตู...จากพื้นที่ล้าหลัง สู่เมืองหลักแห่งอนาคต (2)
เฉิงตู...จากพื้นที่ล้าหลัง สู่เมืองหลักแห่งอนาคต (2) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4210
KEY
POINTS
- เฉิงตูเป็นศูนย์กลางการค้าและการบริโภคสมัยใหม่ โดยมีโครงการ IFS เป็นแม่เหล็กดึงดูดแบรนด์ระดับโลก และกลายเป็นเมืองต้นแบบที่ชี้นำเทรนด์การใช้จ่ายของจีน
- เมืองเฉิงตูเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่สำคัญในภาคตะวันตกของจีน เป็นที่ตั้งของบริษัทไฮเทคชั้นนำ จนถูกขนานนามว่าเป็น "ซิลิคอนวัลเลย์แห่งจีนตะวันตก"
- การเติบโตของเฉิงตูขับเคลื่อนโดยนโยบายภาครัฐ เช่น "วงกลมเศรษฐกิจเฉิงตู-ฉงชิ่ง" และ "เขตพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทค" เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย
เพื่อไม่ให้เปลืองพื้นที่ เราไปคุยกันต่อเลยดีกว่าครับ ...
ขณะที่ IFS เป็นคอมเพล็กซ์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ภายใต้แนวคิด “เมืองในเมือง” (A City within a City) โดยมี Wharf (Holdings) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกง เป็นเจ้าของและผู้พัฒนาโครงการ
IFS นับเป็นแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ เพราะมีพื้นที่ถึง 210,000 ตารางเมตร และภายในมีร้านค้าที่ทันสมัยและหรูหรามากกว่า 600 แห่ง ในจำนวนนี้ ราวครึ่งหนึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลก และเกือบ 100 ราย ที่เปิดสาขาในห้างฯ นี้เป็นแห่งแรกในซีกตะวันตกของจีนตามกลยุทธ์ “First-Store Economy”
ขณะเดียวกัน คอมเพล็กซ์นี้ก็ยังมีอีก 2 อาคารพาณิชย์ระดับพรีเมี่ยมขนาด 260,000 ตารางเมตร ที่ตั้งตระหง่านคู่กัน จนเป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในเฉิงตู ภายในมีโรงแรมระดับห้าดาว “Niccolo Hotel” ขนาด 230 ห้อง และอพาร์ตเม้นต์สุดหรูขนาดราว 76,000 ตารางเมตร
แม้จะแตกต่างจากไท่กู๋หลี่ในด้านสถาปัตยกรรม แต่ด้วยความใกล้ชิดติดกัน (ห่างกันราว 200 เมตร) ทำให้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว พูดถึงแหล่งช้อปปิ้งทั้งสองแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทาง “เดียวกัน” เพราะสามารถเดินข้ามไปมาได้อย่างสะดวก
นับแต่เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2014 IFS ก็ได้รับกระแสความสนใจจากผู้คนและสื่อสารมวลชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง โดยหนึ่งในจุดเด่นของ IFS อยู่ที่การติดตั้งงานศิลปะสาธารณะที่ออกแบบโดย Lawrence Argent ซึ่งเป็นรูปปั้นแพนด้าที่มีความสูง 15 เมตร และมีน้ำหนักถึง 13 ตันที่กำลังตะกายตึก (The Climbing Panda) จนเกือบถึงชั้นบนสุดของอาคาร โดยหันก้นออกมาด้านหน้า ว่าง่ายๆ ท่านผู้อ่านสามารถเห็นส่วนท้ายจากพื้นล่างบริเวณด้านหน้าของห้างฯ และส่วนหัวจากชั้น 7 ของห้างฯ
นักท่องเที่ยวและผู้คนที่ผ่านไปมา จึงอดยิ้มในความน่ารักของหมีแพนด้ายักษ์นี้ไม่ได้ และมักแวะเวียนไปถ่ายรูปกับหมีแพนด้านี้ เพื่อเป็นที่ระลึกในหลากอากัปกริยา นอกจากการขึ้นไปถ่ายรูปคู่ที่ส่วนหัวที่ชั้น 7 ของห้างฯ พร้อมเดินชมสวนศิลปะแล้ว บ้างก็นิยมถ่ายรูปจากด้านล่าง โดยจัดมุมที่คล้ายกำลังเอาฝ่ามือช้อนหมีแพนด้านขึ้นตึก แต่หลายคนก็นึกสนุกทำเหมือนเอานิ้วจิ้มก้นหมีแพนด้า
นอกจากนี้ IFS ยังร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำจัดกิจกรรมพิเศษอย่างต่อเนื่อง อาทิ “I AM HERE! Giant Panda Art and Charity Event” หรือ “100 Doraemon Secret Gadgets Expo” รวมทั้งการจัดเดินแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ชั้นนำ จนทำให้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย
คนท้องถิ่นเล่าให้ผมฟังว่า บรรยากาศที่ผสมผสานความเก่าแก่และความทันสมัยของพื้นที่ย่านนี้ ยังขึ้นชื่อเรื่องการต้อนรับและสถานบันเทิงยามราตรีที่เป็นมิตรกับ LGBTQ+ อีกด้วย
พูดถึงการย่ำราตรีแล้ว ผมก็ยังสังเกตเห็นว่า เฉิงตูให้ความสำคัญกับ “ราตรีโคโนมี” (Night Economy) อย่างมากเช่นกัน ส่งผลผู้คนขนานนามว่าเป็น “เมืองที่ไม่เคยหลับ” เฉกเช่นเดียวกับมหานครฉงชิ่ง โดยมีดัชนีเศรษฐกิจยามราตรีที่สูงที่สุดเมืองหนึ่งในจีน
ภายใต้โมเดลการพัฒนากลุ่มเมือง (City Cluster) จีนยังกำหนด “วงกลมเศรษฐกิจเฉิงตู-ฉงชิ่ง” (Chengdu-Chongqing Economic Circle) ที่บูรณาการหัวเมืองใหญ่อย่างเฉิงตูและฉงชิ่งเข้ากับเมืองรองใกล้เคียง ทั้งในมิติของอุปสงค์ (กำลังซื้อ) และอุปทาน (ความสามารถในการผลิต)
มิติด้านอุปทานเหล่านี้ เย้ายวนใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในระดับที่สูงขึ้น เฉิงตูจึงไม่ใช่แค่เมืองใหญ่ แต่คือ ต้นแบบของวิถีชีวิตผู้บริโภคชาวจีน จนคนท้องถิ่นกล่าวกันว่า “หากต้องการรู้ว่าแนวโน้มการบริโภคของจีนจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ให้ส่องผ่านที่เฉิงตู”
ในด้านการพัฒนา เฉิงตูยังเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมในซีกตะวันตกของจีน ที่พร้อมสรรพตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีสถาบันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสถาบันการศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น Sichuan University และ The University of Scientific Technology of China ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาที่เฉิงตูสามารถผลิตบัณฑิตได้หลายแสนคนต่อปี
การมีบุคลากรที่มีความชำนาญในด้าน STEM เป็นจำนวนมาก แถมยังมีค่าตัวที่ไม่แพง เมื่อเทียบกับของหัวเมืองในด้านซีกตะวันออกของจีน กอปรกับความพร้อมในด้านอื่นของระบบนิเวศ ทำให้เฉิงตูสามารถดึงดูดการลงทุนที่มีศักยภาพได้เป็นจำนวนมาก และนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมและการสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ได้อยู่เสมอ
ภายใต้ความพยายามในการดำเนินงานตามแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) ของจีน เฉิงตูยังนับว่า มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในอุตสาหรรมการผลิตที่ล้ำสมัย อาทิ “เขตการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคเฉิงตู” (Chengdu Hi-Tech Industrial Development Zone) ที่เป็นแหล่งรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนสถานะของจีน จากการเป็น “โรงงานโลก” ไปสู่ “ห้องปฏิบัติการโลก” ที่เกี่ยวข้องกับ “กำลังการผลิตคุณภาพสูงใหม่” (New Quality Productive Forces)
เราจึงเห็นบริษัทไฮเทคชั้นนำจำนวนมาก จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ วงจรรวม อุปกรณ์สื่อสาร และปัญญาประดิษฐ์ รวมทั้งซอฟท์แวร์ โดยเฉิงตูเป็นฐานสำคัญของ Intel, Texas Instruments, Dell และ Foxconn ที่มุ่งเน้นระบบการประมวลผลสมัยใหม่ และการออกแบบชิปประมวลผลสำหรับเอไอ
รวมถึงบริษัทด้านเศรษฐกิจดิจิตัลอย่าง Tencent ที่เราอาจรู้จักผ่านสื่อสังคมออนไลน์ชั้นนำของจีนอย่าง WeChat และ ByteDance เจ้าของแพลตฟอร์ม Douyin และ Tiktok รวมถึงความเบ่งบานของสตาร์ตอัพที่ร้อนแรงในภูมิภาค ทำให้อุตสาหกรรมเกมส์ออนไลน์ เอไอ บิ๊กดาต้า และ คลาวด์ เติบโตอย่างคึกคักเช่นกัน จนทำเอาผู้คนเริ่มกล่าวขวัญถึงเฉิงตูในชื่อ “ซิลิคอลวัลเลย์แห่งจีนตะวันตก”
ติดตามต่อตอนหน้าครับ ...
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน







