
เฉิงตู...จากพื้นที่ล้าหลัง สู่เมืองหลักแห่งอนาคต (1)
เฉิงตู...จากพื้นที่ล้าหลัง สู่เมืองหลักแห่งอนาคต (1) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4208
KEY
POINTS
- เฉิงตูพลิกโฉมจากเมืองที่เคยเป็นที่รู้จักในฐานะบ้านของหมีแพนด้าและเมืองแห่งอาหารรสจัด สู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาที่สำคัญทางภาคตะวันตกของจีน
- การเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองขับเคลื่อนโดยตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงและมีวัฒนธรรมการใช้จ่ายแบบ "YOLO" (You Only Live Once)
- เฉิงตูมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ "เศรษฐกิจร้านแรก" (The First-Store Economy) เพื่อสร้างฮับการค้าปลีก โดยมีแลนด์มาร์กอย่างย่านไท่กู๋หลี่ ที่ผสมผสานแหล่งช้อปปิ้งสมัยใหม่เข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิม
ท่านผู้อ่านคงรู้จักและมีบทจำกับ นครเฉิงตู (Chengdu) ที่แตกต่างกันไป หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เราอาจระลึกถึงเฉิงตูในฐานะ “เมืองแห่งหมีแพนด้า” เพราะเฉิงตูเป็นบ้านเกิดของหมีแพนด้า “ช่วงช่วง” กับ “หลินฮุ่ย” ที่รัฐบาลจีนมอบเป็น “ทูตสันถวไมตรี” แก่รัฐบาลไทยเมื่อปี 2003 เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองประเทศ และถูกนำมาเลี้ยงอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ จนทำเอาเชียงใหม่ “แทบแตก” และมีช่องทีวีไลฟ์สดให้คนไทยนั่งดูความน่ารักของหมีแพนด้าดังกล่าวอยู่ช่วงหนึ่ง
บ้างก็อาจจดจำนครเฉิงตูได้ผ่านการเป็น “เมืองหลวงแห่งอาหารอาหารรสจัดจ้านของยูเนสโก” (UNESCO City of Gastronomy) ที่ปรุงด้วย “ม๋าล่า” ที่เผ็ดแบบชาๆ หลายคนที่ชื่นชอบสมุนไพรดังกล่าว ก็จะมีความสุขได้ตลอดทั้งวัน เพราะอาหารคาวหวานแต่ละมื้อจะมีม๋าล่าปรุงรสมาด้วยเสมอ
ในเชิงการเมืองการปกครองและการพัฒนาเศรษฐกิจ เราอาจนึกถึงเฉิงตูในฐานะ “ประตูบานแรก” สู่ซีกตะวันตกของจีนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาซีกตะวันตก (Great Western Development Strategy) ที่ริเริ่มเมื่อราวปี 2000 โดยในยุคแรก เราเห็นบริษัทข้ามชาติหลายราย ได้เข้าไปลงทุนเปิดสาขาและตั้งโรงงานผลิตแห่งแรกในซีกตะวันตกของจีนที่เฉิงตู อาทิ แมคโดนัลด์ (McDonald’s) และ อินเทล (Intel)
ความรุดหน้าในการพัฒนาที่ผ่านมาได้เปลี่ยนสถานะเฉิงตูจาก “พื้นที่ล้าหลัง” ในอดีตไปสู่ “เมืองดาวรุ่ง” ในเวลาต่อมา และพุ่งทะยานขึ้นเป็น “ศูนย์กลาง” ของการพัฒนาซีกตะวันตกในหลากหลายมิติในยุคหลัง ส่งผลให้เฉิงตูสามารถ “พลิกโฉม” ขึ้นมาเป็นเมืองชั้นแนวหน้าของจีนในยุคหลัง
ชนิดว่าใครก็ตามที่ผ่านไปเยี่ยมเยียนเมืองแห่งนี้ในยุคหลัง ก็มักอดประทับใจกับความงดงามของเมืองแห่งนี้ไม่ได้ วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกท่านไปส่องนครเฉิงตูในเชิงลึกกันครับ ...
เฉิงตูเป็น “เมืองเอก” ของมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นดินแดนของ “เล่าปี่” ในนวนิยายอมตะ “สามก๊ก” ในเชิงภูมิศาสตร์ เฉิงตูตั้งอยู่ในพื้นที่ “ตอนกลาง” ของจีน แต่ในเชิงการเมืองการปกครอง นครแห่งนี้ถูกจัดอยู่ในด้านซีกตะวันตกของจีน
เฉิงตูมีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง กล่าวอีกนัยหนึ่ง เฉิงตูมีสภาพเป็น “แอ่งกะทะใหญ่” มีสภาพอากาศที่ “ไม่หนาวจัด” ในฤดูหนาว แต่ค่อนข้างจะ “ร้อนอบอ้าว” ในฤดูร้อน และมี “หมอกจัด” เกือบตลอดทั้งปี ถึงขนาดมีเรื่องเล่ากันจนติดปากว่า วันไหนที่แดดออกจะเป็น “เรื่องแปลก” ที่สุนัขยังออกมาเห่ากันระงม
เฉิงตูมีความโดดเด่นในด้านไหนบ้างในปัจจุบัน? สำหรับผมแล้ว นอกจากการเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านซีกตะวันตกของจีน อย่างที่รัฐบาลกำหนดวิสัยทัศน์ไว้แล้ว เฉิงตูกำลังกลายเป็นภาพสะท้อนของ “นิยามใหม่” ของเมืองเศรษฐกิจหลักของจีน
ด้วยปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่เสริมกัน เริ่มจากปัจจัยพื้นฐานในเชิงอุปสงค์ เฉิงตู มีจำนวนประชากรราว 22 ล้านคน โดยมีสัดส่วนของคนวัยรุ่นและวัยทำงานค่อนข้างสูง
ประการสำคัญ คนเหล่านี้มีวัฒนธรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตที่มีอัตลักษณ์ ส่วนใหญ่มีทัศนคติแบบ “สักครั้งก่อนตาย” หรือ “You Only Live Once” (YOLO) กอปรกับขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และเติบโตดี ทำให้คนท้องถิ่นมีพฤติกรรมการบริโภคที่ “กล้าจับจ่ายใช้สอย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจประเภท “การบริโภคขนาดเล็ก” (Small Consumption) เช่น ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีอัตลักษณ์ คราฟต์เบียร์ และกิจกรรมกลางแจ้งในเมือง (Urban Outdoor)
นอกจากนี้ เฉิงตู ยังมีนักท่องเที่ยวที่มาจากนอกมณฑลเสฉวนอีกปีละกว่า 320 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวกว่า 430,000 ล้านหยวนต่อปี วิธีการหนึ่งในการดึงดูดคนจากนอกมณฑลมาจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา การประชุมและนิทรรศการขนาดใหญ่ในระดับประเทศและนานาชาติ ส่งผลให้เฉิงตูกลายเป็น “ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่” ที่มีคุณภาพสูงมากขึ้นทุกขณะ
ในด้านอุปทาน เฉิงตูยังมุ่งเน้นการพัฒนา "เศรษฐกิจร้านแรก” (The First-Store Economy) เพื่อพัฒนา “ฮับการค้าปลึก” (Retail Hub) ที่เป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมการบริโภค ผลจากการจัดระเบียบถนนหนทางและและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการช้อปปิ้งทั้งระบบนิเวศดังกล่าว ทำให้แบรนด์ชั้นนำของจีนและต่างชาติเข้าไปเปิด “ร้านเรือธง” (Flagship Store) หรือร้านรูปแบบใหม่ในพื้นที่กันอย่างกลาดเกลื่อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งย่านถนนชุนซี (Chunxi Road) ที่แลนด์มาร์กการช้อปปิ้งคู่ชื่อดังอย่างไท่กู๋หลี่ (Taikoo Li) และ IFS (International Financial Square) รวมทั้งยังถูกเชื่อมโยงด้วย “ถนนคนเดิน” ทำให้นักช้อปต่างสะดวกและเพลิดเพลินยิ่ง แถมยังมีหน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่ประสานให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ทำงานร่วมมือกันในเชิงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด
ไท่กู๋หลี่ เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์แบบผสมผสานชั้นนําที่พัฒนาโดย Swire Properties ด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารต่ำที่โดดเด่น ซึ่งผสมผสานการค้าปลีกระดับไฮเอนด์ที่ทันสมัยเข้ากับวัฒนธรรมเสฉวนแบบดั้งเดิม ที่แผ่กิ่งก้านสาขาและเปิดโล่งในอารมณ์คล้าย “ชินเทียนตี้” ของเซี่ยงไฮ้ ทำให้ไท่กู๋หลี่เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต่างต้องไป “เช็กอิน” กัน
ไท่กู๋หลี่ถูกออกแบบในรูปแบบอาคารต่ำเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมมี
ประสบการณ์การเดินช้อปปิ้งในร่มและกลางแจ้งที่ “ขับเคลื่อนด้วยเส้นทางช้า-เร็ว” (Slow-Fast Lane) โดยเส้นทางเดินเร็วจะออกแบบให้รองรับผู้บริโภคที่นิยมชมชอบสินค้าแฟชั่นและสินค้าหรูหรา อาทิ แบรนด์ Gucci, Hermes, Cartier และ Apple
ขณะที่เส้นทางเดินช้าจะออกแบบให้คดเคี้ยวไปรอบๆ อาคารมรดกที่ได้รับการบูรณะและลานกว้างแบบดั้งเดิม มุ่งเน้นไปที่ไลฟ์สไตล์ โดยมีร้านกาแฟ มุมจิบชา และร้านอาหารกลางแจ้ง รวมทั้งร้านหนังสือใต้ดิน
จุดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือ ย่านช้อปปิ้งแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตจิ๋นเจียง (Jinjiang) ใจกลางเมืองเฉิงตู และยังล้อมรอบวัดต้าสือ (Daci) ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 1,600 ปีอย่างไร้รอยต่อ จึงมี “นักช้อปใจบุญ” หลั่งไหลไปในเยี่ยมเยือนแหล่งช้อปปิ้งนี้ เป็นจำนวนมากในแต่ละวัน
ตอนผมไปเยือนเฉิงตูเมื่อราวเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา วัดพระใหญ่แห่งนี้อยู่ระหว่างการบูรณะใหญ่ ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์ก็น่าจะงดงามยิ่งขึ้น และดึงดูดพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั่วไปให้ไปเยือนอีกมาก
คราวหน้าผมจะพาไปส่อง IFS ห้างสรรพสินค้าสุดหรู และเฉิงตูในมิติอื่นๆ กันครับ ...






