thansettakij
thansettakij
สวงอัน...เมืองแห่งอนาคตของจีน (1)

สวงอัน...เมืองแห่งอนาคตของจีน (1)

สวงอัน...เมืองแห่งอนาคตของจีน (1) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4200 หน้า 6

KEY

POINTS

  • เขตเมืองใหม่สวงอัน ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความแออัดและมลพิษในกรุงปักกิ่ง โดยเป็นโครงการสำคัญในยุคของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
  • สวงอันมีบทบาทเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการพัฒนาของกลุ่มเมืองปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย (จิงจินจี้) เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
  • มีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็น "เมืองแห่งอนาคต" ภายในปี 2035 โดยเป็นเมืองอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผมเคยเขียนเรื่อง “จีนเนรมิตเมืองใหม่สวงอันแบบสุดล้ำ” ครั้งก่อนไปเมื่อราว 3 ปีก่อน แต่ตลอดเวลาหลังจากนั้น ผมก็ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการพัฒนาเขตเมืองใหม่สวงอัน (Xiong'an New Area) มาอย่างต่อเนื่อง 

วันนี้ ผมเลยอยากชวนท่านผู้อ่านไปติดตามดูความก้าวหน้าของเมืองนี้ว่าไปถึงไหนกันแล้ว และจะสามารถก้าวขึ้นเป็น “เมืองแห่งอนาคต” อย่างที่วาดฝันไว้ได้หรือไม่ อย่างไรครับ ...

ภายหลังการเกิดใหม่ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2017 สวงอันพึ่งฉลองอายุครบ 9 ปีไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ก็กลับเต็มไปด้วย “พลังเสริม” จากรอบด้าน เหตุผลสำคัญเบื้องลึก อาจเป็นเพราะการมีสถานะพิเศษเป็น “เบบี้โปรเจ็ก” ของ สี จิ้นผิง ผู้นำจีนในปัจจุบัน

ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า ทำไมจีนภายใต้การนำของ สี จิ้นผิง ต้องสร้างเมืองใหม่นี้ขึ้นมา ผู้อ่านหลายท่านอาจเทใจกับประเด็น “แฟชั่นของผู้นำจีน” ที่อาจเป็นคำตอบในมิติทางการเมือง เพราะที่ผ่านมา ผู้นำจีนที่โดดเด่นนิยมสร้างเมืองใหม่ให้เป็นเชิง “สัญลักษณ์” ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของตนเอง 

ยกตัวอย่างเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น (Shenzhen Special Economic Zone) และ เขตเมืองใหม่ผู่ตง (Pudong New District) ได้ถูกริเริ่มขึ้นในสมัย เติ้ง เสี่ยวผิง ที่จีนเริ่มเปิดประเทศสู่ภายนอกโดยอาศัยบริเวณ “ท้องไก่” ในราวปี 1980 และขยับขยายสู่พื้นที่ “อกไก่” ด้านซีกตะวันออกของจีนในระยะที่ 2 ของการพัฒนาราวช่วงปี 1990 

ด้วยความสำเร็จในการพัฒนาเขตทั้งสองดังกล่าวขึ้นเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่รองรับการลงทุนของต่างชาติ และยกระดับเป็นสารพัดความเป็น “ศูนย์กลาง” ที่เต็มไปด้วยความทันสมัยในปัจจุบัน ก็ทำเอาชาวจีนและชาวโลกต่างจดจำและกล่าวขวัญถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้นำในยุคนั้น

แต่ “แฟชั่น” อาจไม่ใช่คำตอบที่เป็นที่สุด และผู้บริหารที่ดีมักสามารถแปรเปลี่ยน “วิกฤติ” ให้เป็น “โอกาส” ได้ สิ่งนี้จะช่วยตอกย้ำและยกสถานะของผู้บริหารเหล่านั้นขึ้นเป็น “ผู้นำ” อย่างแท้จริงเสมอ

เราต่างทราบดีว่า นับแต่ทศวรรษ 2000 เศรษฐกิจจีนเติบโตแรงอย่างต่อเนื่อง บริษัทห้างร้านและโรงงานของจีน และต่างชาติ รวมทั้งผู้คนหลั่งไหลไปใช้ชีวิต และทำงานในหัวเมืองใหญ่กันมากมาย จนโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ ไม่อาจพัฒนาได้เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ 

ไม่เว้นแม้แต่กรุงปักกิ่งที่ถูกรุมเร้าด้วยสารพัดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการจราจร สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ  และอาการมีแนวโน้มเข้าขั้นสาหัสมากขึ้นโดยลำดับ ปักกิ่งกลายเป็นเมืองหลวงที่มีค่ามลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลกอยู่เป็นระยะ และเริ่มไม่ใช่เมืองที่ผู้คนอยากไปเยือน 

ตื่นเช้าขึ้นมา คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต้องลุ้นว่า สภาพอากาศภายนอกจะเป็นเช่นไรในแต่ละวัน และควรใช้ชีวิตกลางแจ้งหรือไม่ อย่างไร ขณะที่การเดินทางไปยังจุดหมาย ต้องเผื่อเวลาค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างประเมินค่ามิได้ 

ครั้นเมื่อ สี จิ้นผิง ก้าวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำของจีนในปี 2013 ปัญหาดังกล่าวก็ลุกลามมากแล้ว ถึงขนาดว่าโลกสื่อสังคมออนไลน์ตั้งคำถามว่า จีนสมควรที่จะย้ายเมืองหลวงหรือไม่? แต่ผู้นำจีนมองว่า การย้ายเมืองหลวงเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด ประการสำคัญ สี จิ้นผิง มองว่านี่คือ “โอกาส” ในการแสดงฝีมือที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

จีนได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งจีนและต่างชาติมากกว่า 1,000 คน รวมกว่า 200 ทีม และช่างเทคนิคเฉพาะทางมากกว่า 2,500 คน เป็นเวลานานหลายเดือน เพื่อระดมความคิดในการพัฒนาที่ผสมผสานวิสัยทัศน์ระดับโลก มาตรฐานระหว่างประเทศ ลักษณะพิเศษของจีน และเป้าหมายแห่งอนาคตเอาไว้อย่างรอบด้าน

ภายหลัง “ตกผลึก” เป็น “แผนแม่บทการพัฒนาเมืองสวงอันระหว่างปี 2018-2035” และผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ และคณะรัฐมนตรี เมื่อปลายปี 2018 จีนเลือกที่จะแก้ไขปัญหาในหลายแนวทางในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งลดความแออัดและมลพิษในปักกิ่ง 

ขณะเดียวกันก็กระจายความเจริญจากส่วนกลางสู่ระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการปรับเปลี่ยนโมเดลการพัฒนาชุมชนเมืองจาก “รายเมือง” ที่ดำเนินมาในช่วงราว 3 ทศวรรษแรกของการเปิดประเทศเป็น “กลุ่มเมือง” (City Cluster) ที่เชื่อมโยงเมืองใกล้เคียงกันในภูมิภาคเข้าด้วยกัน

                                         สวงอัน...เมืองแห่งอนาคตของจีน (1)

ในกรณีของ สวงอัน มีความสำคัญในหลายสถานะ อาทิ การเป็นเมืองต้นแบบ “เมืองแห่งอนาคต” การถูกเลือกให้เป็น “พื้นที่รองรับ” ความหนาแน่นของปักกิ่ง โดยดึงเอากิจกรรมที่ไม่จำเป็นออกมานอกพื้นที่ (เนื้องานที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นเมืองหลวง) และการเป็น “จุดประสาน” การพัฒนาของกลุ่มเมืองปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย หรือ “จิงจินจี้” (Jing-Jin-Ji)

แต่ผมขอเรียนว่า ก่อนหน้าที่จะถูกยกระดับสถานะขึ้นเป็น “เขตเมืองใหม่” สวงอันจัดเป็นพื้นที่ชนบทด้านการเกษตร มีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในที่จำกัด แม้กระทั่งโครงข่ายการคมนาคมที่เชื่อมโยงกับเมืองใหญ่ก็ไม่เพียงพอ สวงอันในยุคนั้นไม่เพียง “ล้าหลัง” เมืองข้างเคียงเท่านั้น แต่ยังแทบ “ไม่เป็นที่รู้จัก” เอาเสียเลย 

คนจีนส่วนใหญ่แทบไม่เคยเดินทางไปเยือนสวงอันมาก่อน และเพื่อนคนจีนจำนวนมาก ก็ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าสวงอันอยู่หนใด และพอสอบถามถึงเมืองดังกล่าว ก็มักสงสัยว่า ทำไมผมจึงอยากไปเยือนสวงอัน ครั้นพอรู้จักในเวลาต่อมา ก็ไม่มั่นใจว่า รัฐบาลจีนจะสามารถยกระดับการพัฒนาสวงอันให้ขึ้นมาเป็น “ต้นแบบ” ของเมืองแห่งอนาคตได้หรือไม่? อย่างไร?

สวงอันเป็นเมืองขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 1,770 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ของเราเล็กน้อย ตั้งอยู่ในมณฑลเหอเป่ย ห่างจากใจกลางกรุงปักกิ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 100 กิโลเมตร ไม่ไกลจากสนามบินระหว่างประเทศต้าซิง (Beijing Daxing International Airport)) ที่จะกลายเป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารมากที่สุดในโลกในอนาคต

ประการสำคัญ ในแผนแม่บทฯ ดังกล่าว สวงอันถูกวางแผนที่จะพัฒนาเป็นเขตนำร่อง “การพัฒนาคุณภาพสูง” (High-Quality Development) ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยมุ่งหวังให้เป็นเมืองอัจฉริยะที่ทันสมัย มีสีสัน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและธุรกิจ และเปี่ยมไปด้วยทรัพยากรคุณภาพสูงด้านการศึกษาและคุณภาพ รวมทั้งเป็นพื้นที่แห่งนวัตกรรมด้านดิจิตัลภายในปี 2035

เรากำลังพูดถึงการพัฒนาให้สวงอันเป็น “ต้นแบบ” ของเมืองแห่งอนาคต โดยรัฐบาลจีนต้องการที่จะสร้างเมืองอัจฉริยะที่พร้อมพรั่งไปด้วยโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับโลกดิจิตัลที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม ระบบบริการสาธารณะที่ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

อาจกล่าวได้ว่า เรากำลังพูดถึง “อภิมหาโปรเจ็กแห่งสหัสวรรษ” (Millenium Strategy) ของจีน กล่าวคือ เพื่อมุ่งสู่ความเป็น “เมืองน่าอยู่” จีนพยายามกำหนดแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของจีน 

เราไปคุยกันต่อตอนหน้าครับ ...

คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4200 หน้า 6

เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ  ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน