จีนสร้างคนอย่างไรเพื่อรองรับนโยบาย New Quality Productive Forces (จบ)

05 ม.ค. 2569 | 06:15 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ม.ค. 2569 | 06:15 น.

จีนสร้างคนอย่างไรเพื่อรองรับนโยบาย New Quality Productive Forces (จบ) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4161

KEY

POINTS

  • จีนใช้กฎหมาย "ความนิยมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างคน โดยกำหนดให้การส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นหน้าที่ภาคบังคับ ซึ่งส่งผลให้ดัชนีนวัตกรรมและระดับความรู้ของประชากรสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • มีการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวครั้งใหญ่ในรอบ 22 ปี โดยยกระดับการเผยแพร่วิทยาศาสตร์ให้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการสร้างนวัตกรรม พร้อมทั้งส่งเสริมจริยธรรมและต่อต้านวิทยาศาสตร์เทียม
  • รัฐบาลส่งเสริมการสร้างบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ เช่น การฝึกอบรมผู้เผยแพร่ความรู้ การสร้างพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และท้องฟ้าจำลอง และกำหนดให้มีเดือนแห่งความนิยมทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

มาถึงเรื่องใหญ่ที่จีนออกแบบและดำเนินการ “นอกกรอบ” แตกต่างจากที่เคยมีมา ... 

ในปี 2002 รัฐบาลจีนได้สร้างความฮือฮา เมื่อตรากฎหมาย “The Popularity of Science and Technology” (ความนิยมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ทำให้กลายเป็นประเทศเดียวในโลก ที่ออกกฎหมายความนิยมด้านวิทยาศาสตร์ฯ เป็นการเฉพาะ

โดยที่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานที่จำเป็น สำหรับการพัฒนานวัตกรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ วิทยาศาสตร์ฯ เป็น “เชื้อเพลิง” ในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูง ตามนโยบายของจีน การกำหนดเป็น “หน้าที่” ซึ่งเป็นเสมือน “ภาคบังคับ” ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนส่งเสริมความแพร่หลายของวิทยาศาสตร์ฯ จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้นวัตกรรมในจีน เติบโตในช่วงที่ผ่านมา และมีโอกาสที่จะเติบใหญ่อย่างมากในระยะยาว

ข้อมูลจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) ระบุว่า ในช่วงที่กฎหมายฉบับเดิมมีผลใช้บังคับ (ปี 2003-2023) ดัชนีนวัตกรรมโลกของจีนก็ “พุ่งทะยาน” จากอันดับที่ 34 เป็นอันดับที่ 11 และติด 10 อันดับแรกของโลกเป็นครั้งแรกในปี 2025

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากการสำรวจที่เผยแพร่โดยสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติจีนก็ระบุว่า สัดส่วนของประชากรจีนที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ต่อประชากรโดยรวม ทะยานจากไม่ถึง 2% ในปี 2003 เป็นราว 14.1% ในปี 2023 และคาดว่าจะทะลุ 15% ในปี 2025 

ข้อมูลส่วนหลังนี้มีนัยความสำคัญมาก เพราะโดยทั่วไปแล้ว เมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์ฯ ของประชากรชาติใดที่ทะลุเกิน 10% ของจำนวนประชากรโดยรวม ก็สะท้อนว่า ประเทศนั้นๆ ก็มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อวิทยาศาสตร์ฯ ที่จะเติบใหญ่

ที่สำคัญก็คือ จีนไม่ต้องการหยุดเพียงแค่นั้น เพราะจีนโดยสภาประชาชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2024 ได้เห็นชอบกับการยกเครื่องกฎหมายดังกล่าวฉบับปี 2002 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการปรับปรุงกฎหมายฉบับดังกล่าวในรอบ 22 ปี

การยกระดับกฎหมายดังกล่าว นับว่ามีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมความแพร่หลายทางด้านวิทยาศาสตร์ฯ เพิ่มพูนความรู้ที่เกี่ยวข้องของภาคประชาชน และขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรม เพื่อขยายการมีส่วนร่วมของสาธารณชนกับวิทยาศาตร์ฯ และปรับตัวให้เข้ากับความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในสาขาไฮเทค

การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจึงสะท้อนว่า จีนได้เข้าสู่ “ขั้นตอนใหม่” ของการพัฒนาบุคลากร ผ่านการเสริมสร้างความแพร่หลายด้านวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อปรับให้เข้ากับสถานการณ์และข้อกำหนดใหม่ในระดับหนึ่งแล้ว 

โดยกฎหมายฉบับใหม่มี 8 หมวด รวม 60 มาตรา ในจำนวนนี้ จำนวน 2 หมวดเป็นสาระใหม่ ได้แก่ กิจกรรมเผยแพร่วิทยาศาสตร์ และบุคลากรเผยแพร่วิทยาศาสตร์ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาเดิม ยกระดับนโยบายและแนวปฏิบัติที่ “ตกผลึก” ให้เป็นมาตรฐานทางกฎหมาย และเพิ่มประสิทธิภาพระบบและกลไกนวัตกรรม

ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 5 เพิ่มบทบัญญัติที่ระบุว่า จีนให้ความสำคัญกับความนิยมทางวิทยาศาสตร์ฯ ในระดับที่เท่าเทียมกับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ฯ ขณะที่มาตรา 6 กำหนดให้งานเผยแพร่วิทยาศาสตร์ควรส่งเสริมจิตวิญญาณทางวิทยาศาสตร์และของนักวิทยาศาสตร์ ยึดมั่นในบรรทัดฐานทางจริยธรรมในวิทยาศาสตร์ฯ  และต่อต้านวิทยาศาสตร์เทียม

ต่อประเด็นนี้ จีนมองว่า ยิ่งเทคโนโลยีล้ำสมัยมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งต้องให้ความสนใจกับผลกระทบด้านลบมากขึ้นเป็นเงาตามตัว นั่นหมายความว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เทคโนโลยีและความรู้ใหม่อย่างถูกต้องและทันท่วงที

กฎหมายยังกำหนดความรับผิดชอบของโรงเรียน สถาบันวิจัย และองค์กรทางสังคม ในการเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ฯ ไปยังกลุ่มประชากรที่หลากหลายในวงกว้าง

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับใหม่ยังกำหนดให้ “กันยายน” เป็นเดือนแห่งความนิยมทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติประจำปี ซึ่งจะช่วยบูรณาการกิจกรรมการเผยแพร่วิทยาศาสตร์ เข้ากับชีวิตประจําวันของสาธารณชน เช่นเดียวกับหลักสูตรของโรงเรียน เนื่องจากเดือนกันยายนเป็นช่วงเริ่มต้นของปีการศึกษาใหม่

                        จีนสร้างคนอย่างไรเพื่อรองรับนโยบาย New Quality Productive Forces (จบ)

ในส่วนของการส่งเสริมกิจกรรมการเผยแพร่วิทยาศาสตร์ฯ กฎหมายยังสนับสนุนการสร้างเนื้อหาการเผยแพร่ และการพัฒนาอุตสาหกรรมการเผยแพร่ ส่งเสริมการตลาดของบริการเผยแพร่วิทยาศาสตร์ฯ สาธารณะ อาทิ การประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ผ่าน บทความและวิดีโอออนไลน์

กฎหมายฉบับใหม่ยังผลักดันการจัดตั้งและพัฒนาองค์กรเผยแพร่ อาทิ สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติจีน และอำนวยความสะดวกในการบูรณาการความนิยมทางวิทยาศาสตร์ฯ กับอุตสาหกรรมอื่น อาทิ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว การเกษตร และกีฬา

เท่านั้นไม่พอ จีนยังส่งเสริมการเผยแพร่และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ ปรับปรุงการตรวจสอบและตรวจสอบข้อมูลความนิยมทางวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อต่อต้านข้อมูลและวิทยาศาสตร์ฯ เทียม รวมทั้งเสริมสร้างระบบการประเมินผลงานเผยแพร่วิทยาศาสตร์ฯ ระบบติดตาม และประเมินผลความรู้ทางวิทยาศาตร์ฯ ของประชาชน

ที่สำคัญก็คือ เพื่อรับประกันความนิยมทางวิทยาศาตร์ฯ กฎหมายฉบับดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างการฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่เผยแพร่ สนับสนุนมหาวิทยาลัยและสถาบันระดับอาชีวศึกษา ที่มีคุณภาพในการจัดตั้งและปรับปรุงสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ จีนยังลงทุนสร้างฐานข้อมูลทรัพยากรการเผยแพร่วิทยาศาสตร์ฯ ระดับชาติที่ได้รับการปรับปรุง เปิดกว้าง และแบ่งปัน และแพลตฟอร์มบริการสาธารณะ รวมทั้งสนับสนุนให้พลังทางสังคมจัดตั้งรางวัลความนิยมทางวิทยาศาสตร์ฯ 

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จีนลงทุนก่อสร้างขึ้น ภายหลังการลงทุนในชุดแรก จำนวน 50 แห่ง และเปิดให้สาธารณชนเข้าเยี่ยมชมไป เมื่อปี 2021 จีนยังก่อสร้าง “ท้องฟ้าจำลอง” ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเขตพิเศษหลินกั่ง (Lingang) ในนครเซี่ยงไฮ้ 

และยังร่วมมือกับเอกชนในการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์เบนซ์ในกรุงปักกิ่ง และพิพิธภัณฑ์สำรวจเทคโนโลยี JD และพิพิธภัณฑ์แอปพลิเคชั่นการนำทางด้วยดาวเทียมเป๋ยโต่ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริษัทและองค์กรอื่น สามารถมีส่วนร่วมในการเผยแพร่วิทยาศาตร์ได้เป็นอย่างมาก
ผมคาดว่า จีนจะสามารถพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ฯ ให้เพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ สามารถรองรับการเติบใหญ่และความต้องการของ NQPFs ซึ่งจะช่วยผลักดันให้วิทยาศาสตร์ฯ ที่มีคุณภาพสูงเป็นที่นิยมยิ่งขึ้นในวงกว้างในอนาคต ...

คอลัมน์มังกรกระพือปีก : โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,161 วันที่ 28 -31 ธันวาคม พ.ศ. 2568