
จัดการข้อมูล เพื่อความก้าวหน้าเศรษฐกิจยุคใหม่
จากการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า ข้อมูลจะมีความสำคัญเทียบเท่ากับสกุลเงินที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้เริ่มการระบุให้ข้อมูลเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งในปี พ.ศ. 2554 เมื่อผ่านไปอีกหนึ่งทศวรรษ ข้อมูลได้เพิ่มมูลค่าขึ้น ธุรกิจหลายแห่งที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลได้รับประโยชน์จากข้อมูลอย่างมากในวิกฤตปัจจุบัน
จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า การผลักดันสู่ “การเพิ่มการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” เป็นส่วนสำคัญในแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ประกาศใช้แผนวิสัยทัศน์รัฐบาลดิจิตอลประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาความสามารถทางดิจิตอลในทุกภาคส่วน
หลายต่อหลายแหล่งกล่าวกันว่า หากองค์กรต่าง ๆ ต้องการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ให้มากขึ้นนั้น จำเป็นต้องมีทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีและถูกต้องแม่นยำ ซึ่งหลักการสำคัญของ “การจัดการข้อมูล” เป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญที่หลายองค์กรอาจหลงลืมไป เพราะพื้นฐานการจัดการข้อมูลที่ดีนั้นจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ในสถานที่และเวลาที่เหมาะสม โดยองค์กรจะต้องดูแลข้อมูลให้เสมือนกับบุคคลรอบคอบที่คอยจัดสรรการเงินของตน
1.การรวบรวม สินทรัพย์ เพื่อเพิ่ม ‘ยอดสุทธิ’
ทุกวันนี้องค์กรต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง สามารถนำระบบ SGFinDex ของประเทศสิงคโปร์มาเป็นแรงบันดาลใจ เพราะระบบดังกล่าวถือเป็นโครงสร้างดิจิตอลระบบแรกของโลก ที่บุคคลทั่วไปสามารถดึงข้อมูลการเงินจากธนาคารคู่แข่งหรือจากตัวแทนรัฐบาลต่างๆ ออกมาได้
ที่ผ่านมา ธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหาด้านการจัดเก็บข้อมูล เช่นเดียวกับการที่ข้อมูลของผู้บริโภคถูกแบ่งและจัดเก็บแยกจากกันจนกระทั่งระบบ SGFinDex นี้ถูกสร้างขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว สองในห้าขององค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลยังคงประสบปัญหาจากมุมมองที่ไม่แน่นอนด้านการเติบโตของธุรกิจ เนื่องจากไซโลจัดเก็บข้อมูลภายในองค์กร ที่มีอยู่มากมายเกินไป อย่างน้อยๆ ก็ 50 แหล่งเข้าไปแล้ว
ปัญหาด้านการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวประกอบไปด้วย การมีอยู่ของไฟล์ข้อมูลไร้โครงสร้างและกลุ่มข้อมูลที่ติดอยู่ในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนของพนักงาน เซิร์ฟเวอร์และ all-flash arrays ในตัวองค์กร ศูนย์ข้อมูล และคลาวด์สาธารณะ อย่างเช่น AWS, Microsoft Azure หรือ Google Cloud โดยกระบวนการพื้นฐานของการจัดระเบียบให้กับข้อมูลดังกล่าว คือ การซื้อกิจการองค์กร การหาให้พบว่าข้อมูลถูกเก็บอยู่ในส่วนใด การมี ‘หน่วยเก็บข้อมูล’ (storage units) ที่เชื่อมถึงกันและทำงานภายในระบบเดียว การจัดแบ่งข้อมูลที่นำมาใช้งาน และการตรวจสอบและดำเนินการตามมาตรการป้องกันภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น
ถึงแม้กระบวนการแก้ไขปัญหาด้านข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนี้อาจดูเป็นงานที่ยาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้หากทำสำเร็จนั้นถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อเทียบกับของเดิมแล้วนั้น องค์กรชั้นนำด้านการจัดการข้อมูลมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 69% มีผลกำไรเพิ่มขึ้น 57% และได้รับความพึงพอใจจากลูกค้ามากขึ้นกว่า 72%
2.“เก็บ หรือ ถอน” ตามความต้องการ ณ ปัจจุบัน
เมื่อองค์กรได้พัฒนาเครื่องมือที่ช่วยรวบรวมแหล่งข้อมูลที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันได้แล้ว องค์กรต้องเริ่มดูแลข้อมูลในแหล่งข้อมูลเหล่านั้น เพราะไม่ใช่ว่าข้อมูลทุกชิ้นจะสำคัญเท่ากันหมด โดยข้อมูลที่ต้องการให้เข้าถึงได้ทันที หรือที่เรียกกันว่า “hot data” นั้น ธุรกิจต่าง ๆ จะเก็บไว้ “ใกล้ตัว” แต่ “cold data” ที่ไม่ได้ต้องการใช้ก็ควรถูกเก็บไว้ที่อื่นจนกว่าจะต้องการเปิดใช้งานอีกครั้ง
เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้มี 2 ประการ ประการแรกคือธุรกิจจะสร้างข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ปริมาณข้อมูลของผู้ให้บริการด้านสุขภาพเติบโตขึ้นมากถึง 1tb ต่อวัน ประการที่ 2 คุณไม่สามารถเก็บเงินทุกบาทที่คุณมีไว้ในกระเป๋าสตางค์ได้ แม้จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล แต่ตัว all-flash arrays ในองค์กรก็มีพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลที่จำกัดเช่นกัน
ผมขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงให้เห็น 2 ข้อ ในระบบสุขภาพ ทะเบียนผู้ป่วยที่รักษาเสร็จแล้วจะไม่ค่อยถูกนำมาใช้ แต่จำเป็นต้องเก็บไว้ตามกฎและกรณีเกิดป่วยครั้งต่อไป ซึ่ง tiering technology จะย้ายข้อมูลผู้ป่วยเก่าออกไปวางบนคลาวด์จนกว่าจะมีการดึงกลับมาใช้อีกครั้ง
ในบริษัทธุรกิจสื่อต่าง ๆ ทีมผลิตต้องการเข้าถึงตัววิดีโอ ตัวหนังสือ ข้อมูลเสียง และไฟล์ภาพกราฟฟิก เพื่อทำข่าวรายวัน ดังนั้นเราจะเห็นประโยชน์ของการเก็บ hot data เหล่านี้ไว้ใกล้ตัวแทนที่จะต้องรอโหลดข้อมูลจากคลาวด์ได้อย่างชัดเจน และเมื่อวงจรการทำข่าวนี้จบลง การที่ยังเก็บ cold data ไว้บน all-flash arrays นั้นก็เหมือนกับการนำรถยนต์สปอร์ตหรูอย่าง Aston Martin มาใช้เป็นรถโรงเรียน ซึ่งเป็นการใช้งานที่สิ้นเปลืองพื้นที่ ศักยภาพ และเงินอย่างสูญเปล่า แทนที่จะนำข้อมูลที่ใช้เสร็จแล้วไปพักบนคลาวด์ เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อที่จะให้ข้อมูลกลายเป็นสกุลเงินในเศรษฐกิจยุคใหม่ของเราได้นั้น ท้ายที่สุดแล้วข้อมูลควรต้องถูกจัดเก็บอย่างคุ้มค่าและสามารถโอนถ่าย ใช้งาน และโยกย้ายผ่านระบบโครงสร้างต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น ถึงแม้การจัดการข้อมูลราวสินทรัพย์ประเภทหนึ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ข่าวดีสำหรับเราคือการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถเข้ามาช่วยลดความซับซ้อนของกระบวนการและทำให้เป็นจริงได้สะดวกขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรรับมือกับ bits และ bytes ด้านการจัดการข้อมูลได้มากกว่าเดิม เพื่อค้นพบโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ เสริมสร้างนวัตกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสู่จุดสูงสุด
บทความ
โดย : วีระ อารีรัตนศักดิ์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็ตแอพ
ประจำประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,689 วันที่ 20 - 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564










