
มังกรพุ่งชนอินทรี ในเทควอร์ยุคหลังโควิด-19 (จบ)
เหตุผลทางการเมือง ...เถ้าถ่านจากกองเพลิง
โดยที่ตามกฎหมายจีนปี 2017 กำหนดว่านิติบุคคลจีนมีหน้าที่สนับสนุนและร่วมมือกับงานด้านการสืบราชการลับของชาติ ดังนั้น ในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐฯ จึงประเมินว่า การขยายตัวของการใช้แอพที่พัฒนาและบริหารงานโดยกิจการของจีนจึงถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในระยะยาว
อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐฯเลือกใช้เหตุผลด้านความมั่นคงเป็นตัวตั้ง โดยอ้างว่าหากไม่ดำเนินการใดๆ สหรัฐฯก็อาจจะโดน “ล้วงตับ” ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค ซึ่งจะกระทบในเชิงลบต่อความมั่นคงของชาติ จึงทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจจนเกิดกระแสตอบโต้จากจีนอีกครั้ง
กระทรวงการต่างประเทศของจีนก็ออกมา “คัดค้าน” อย่างหนักแน่น และเห็นว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจรัฐในการแทรกแซงและกีดกันธุรกิจของต่างชาติในสหรัฐฯ ที่ไม่สมเหตุสมผล
นอกจากนี้ มาตรการใหม่เหล่านี้ยังขยายผลจากด้านเศรษฐกิจไปยังด้านการเมือง ในคำสั่งหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ออกมาก่อนหน้านี้และจะออกมาในอนาคต ผู้นำและนักการเมืองสหรัฐฯ เจตนาเจาะจงใช้ถ้อยคำการโจมตีไปที่ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” (Chinese Communist Party) แทนที่จะเป็น “รัฐบาลจีน” (Chinese Government) ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการปลุกกระแสความรักชาติในหมู่อเมริกันชนเพื่อหวังผลทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน ศกนี้
เพียงแค่ข่าวคำสั่งแบนติ๊กต็อกและวีแชตเผยแพร่ในจีน ก็เริ่มเกิดกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง คนจีนจำนวนมากปฏิเสธจะซื้อสินค้าสัญชาติอเมริกัน จนหลายฝ่ายประเมินว่า บริษัทของสหรัฐฯ ในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟซบุ๊ก และแอปเปิ้ล จะเป็นเหยื่อรายใหม่ของกฎหมายดังกล่าว
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กก็ดูจะกังวลใจอย่างมากต่อคำสั่งแบนบริการติ๊กต็อกและวีแชตในตลาดสหรัฐฯ เพราะอาจเกรงว่ากิจการของตนเองจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการตอบโต้ของรัฐบาลและผู้บริโภคชาวจีนเช่นกันในอนาคต
ขณะเดียวกัน แอปเปิ้ล (Apple) ก็เป็นห่วงสถานการณ์เป็นอย่างมากเช่นกัน เพราะจีนเป็นตลาดสมาร์ตโฟนที่ใหญ่สุดของโลก แอปเปิ้ลจึงให้ความสำคัญกับตลาดจีนเป็นอย่างมาก และไม่อาจเสี่ยงที่จะสูญเสียตลาดใหญ่นี้ไป
ปัจจุบัน ไอโฟนมีสัดส่วนยอดขายในจีนคิดเป็นราว 20% ของรายได้ทั่วโลก อย่างไรก็ดี ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ไอโฟนในตลาดจีนมีแนวโน้มเสื่อมถอยลงในช่วงหลายปีหลัง
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรก ยอดจำหน่ายไอโฟนในจีนลดลงราว 32% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนการตลาดของไอโฟนลดลงเหลือ 21% ของตลาดจีนโดยรวม สูญเสียตำแหน่งแชมป์การครองตลาดให้กับหัวเหว่ยที่มีสัดส่วนการตลาดถึง 26% ในปัจจุบัน
ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคชาวจีนภายหลังคำสั่งแบนของสหรัฐฯ สรุปได้ว่า ชาวจีนส่วนใหญ่ตั้งใจจะใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมนานขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าจะซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ช้าลง โดยมีส่วนน้อยที่วางแผนจะซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ในช่วง 1 ปีข้างหน้า
ประการสำคัญ ผู้ใช้ไอโฟนในปัจจุบันยังเห็นว่า หากซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ก็จะทิ้งแบรนด์เดิมไปซื้อแอนดรอยด์ (Android) ใช้แทน การเสียศูนย์ในตลาดจีนแม้เพียงระยะสั้นก็จะทำให้หัวเหว่ย และยี่ห้อรองอื่น อาทิ เสียวหมี่ (Xiaomi) วีโว่ (Vivo) และออปโป้ (OPPO) คว้าชิ้นปลามันไปครองอย่างแน่นอน
ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังเห็นว่า ระดับราคาที่จำหน่ายอยู่ก็ค่อนข้างสูง ทั้งที่ ราคาขายในจีนก็ตํ่ากว่าราคาเป้าหมายที่บริษัทคาดหวังไว้ถึง 20% แม้กระทั่ง การเปิดตัวไอโฟน เอสอีเมื่อเดือนเมษายนในจีนก็ยังต้องใช้กลยุทธ์ราคามาเป็นตัวล่อใจผู้บริโภค
สถานการณ์เช่นนี้คาดว่าจะทำให้ยอดขายของไอโฟนถดถอยลง และแอปเปิ้ลไม่สามารถปรับราคาขายไอโฟนได้เร็วๆ นี้ ซึ่งนั่นหมายถึงรายได้ที่จะลดตํ่าลงอย่างมากใน 1 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ราคาหุ้นของแอปเปิ้ลในตลาดหุ้นนิวยอร์กก็ลดลง 2.5% ปิดที่ 444.45 เหรียญสหรัฐฯ ในวันรุ่งขึ้น ขณะที่การพยายามหารายได้จากแหล่งใหม่ก็ดูยากยิ่งกว่า “งมเข็มในมหาสมุทร” เพราะบริการอื่นของแอปเปิ้ล อาทิ ไอทูนส์ มูวี่ย์ (iTunes Movies) และแอปเปิ้ล อาร์เคด (Apple Arcade) ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดบริการในตลาดจีน
นอกจากนี้ ยังไม่รู้เลยว่าร้านจำหน่ายแอปเปิ้ลในเมืองจีนจะต้องเอาแอพทั้งสองของจีนออกภายใน 45 วันหรือไม่ เพราะกิจการเหล่านั้นประกอบธุรกิจในนามบริษัทสัญชาติอเมริกัน ดังนั้น หากทิศทางตลาดยังไม่สดใส และยังต้องเผชิญกับผลกระทบจากมาตรการบอยคอตจากรัฐบาลและผู้บริโภคจีนเข้าไปอีก แอปเปิ้ลก็คงจะเหนื่อยมากขึ้น
นักลงทุนจึงมองว่ามาตรการดังกล่าวที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมา จะส่งผลกระทบไม่ใช่แต่เฉพาะกับไบ้ต์แดนซ์และเทนเซ้นต์โดยตรงเท่านั้น แต่จะขยายวงไปถึงกิจการเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในจีนด้วย เข้าทำนอง “หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ”
ผู้คนในวงการดิจิตัลต่างประเมินว่า นี่เป็นเพียงการขับเคี่ยวด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และจีนในระยะแรกเท่านั้น การเผชิญหน้าในเวทีดิจิตัลโลกระหว่างสองประเทศดังกล่าวจะยิ่งเด่นชัดขึ้นในอนาคต และยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องฟาดฟันกัน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบการคำนวณควนตัม 6G การจัดเก็บพลังงาน และระบบความเร็วเหนือเสียง
ด้วยแนวโน้มการขับเคี่ยวเช่นนี้ ก็จะยิ่งทำให้โลกดิจิตัลจากนี้ไปจะแบ่งขั้วแบ่งค่ายกันชัดเจนมากยิ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย คงต้องติดตามกันต่อไปว่าสองอภิมหาอำนาจจะงัดไม้เด็ดอะไรกันออกมาเฉือดเฉือนกัน ...
คอลัมน์ มังกรกระพือปีก โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
หน้า 4 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,604 วันที่ 27 - 29 สิงหาคม พ.ศ. 2563






