“ค่าโง่โฮปเวลล์” ความเจ็บปวด ของคนไทย

25 ก.ค. 2563 เวลา 1:00 น. 1.8k

“ค่าโง่โฮปเวลล์” ความเจ็บปวด ของคนไทย : คอลัมน์ฐานโซไซตี ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3595 หน้า 4 ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ย.63 โดย... ว.เชิงดอย

“ค่าโง่โฮปเวลล์” ความเจ็บปวด ของคนไทย
 

          +++ กลายเป็นภาระ “เงินภาษีอากรของคนไทย” ทั้งชาติ ที่รัฐบาลต้องนำเงินไม่น้อยว่า 25,411 ล้านบาท ไปจ่ายให้กับ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ก่อสร้าง “โครงการโฮปเวลล์” ที่เห็นตอม่อตั้งตระหง่านอยู่เลียบถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก (เห็นแล้วเสียความรู้สึกมาก)  อันเป็นผลมาจาก “ศาลปกครองสูงสุด” ที่ไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ของ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ...ถือเป็นการ “ปิดฉาก” มหากาพย์เรื่องนี้ ที่ยืดเยื้อยาวนานมานับสิบๆ ปี
 

          +++ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เคยถอดสมการของ “ค่าโง่เมกะโปรเจ๊กต์” ไว้ว่า  ตามข้อมูลการลงทุนโครงการที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนฯ (พีพีพี) ระหว่างปี 2523- 2557 มีเพียง 34 โครงการ หรือเฉลี่ยปีละ 1 โครงการ แต่ในช่วงปี 2558-2562 มีมากกว่า 66 โครงการ เฉลี่ย 13 โครงการต่อปี มูลค่ารวม 1.66 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูงมากถึง 57% ซึ่งยังไม่รวมโครงการขนาดการลงทุน 1,000-10,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจลงทุนเอง
 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ศักดิ์สยาม” จ่อสู้คดี “ค่าโง่โฮปเวลล์”

เปิดเหตุผลศาลปค.สุงสุดไม่รื้อคดี”ค่าโง่โฮปเวลล์”2.4หมื่นล้าน

ปิดฉาก“ค่าโง่โฮปเวลล์”รัฐต้องจ่าย2.4หมื่นล้านบาท

 

          +++ ดร.มานะ ชี้ว่า โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ มักมาพร้อมกับเงินทุนและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่มีความซับซ้อนทั้งด้านเงินลงทุน การก่อสร้าง การบริหารจัดการ การคิดผลตอบแทน และแผนการบริหารโครงการตลอดอายุสัญญา 30-50 ปี ทำให้มี “ช่อง” ในการครอบงำและคอร์รัปชันเกิดขึ้น โดยมีสาเหตุจาก 1.คนของรัฐบางคนแกล้งโง่ เพราะถูกเบื้องบนสั่งมา หรือไปรับผลประโยชน์จากเอกชน 2.คนของรัฐบางคนไม่ช่ำชอง ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมนักลงทุน หรือบางกรณีก็รีบเร่งเกินไป เพราะถูกกดดันจากเบื้องบน และ 3.มีการเอื้อประโยชน์กันระหว่าง “กลุ่มทุน” กับ “นักการเมือง” หรือคนในรัฐบาล ซึ่งข้อนี้คือ “มหันตภัย” ที่ทวีความเสียหายจากคอร์รัปชันและค่าโง่

          +++ ดร.มานะย้ำว่า การที่รัฐตกเป็นจำเลยถูกฟ้องเรียกค่าโง่นับแสนล้านบาทมากถึง 14 คดี นับตั้งแต่ปี 2532 ถึงปัจจุบันถือเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของคนไทย ถึงแม้มีข้อมูลว่าการทำสัญญากับเอกชนในระยะหลังมักมีการผูกปมซ่อนเงื่อนให้รัฐต้องเสียค่าโง่ในอนาคตและต้องจ่ายมากขึ้นในแต่ละครั้ง แต่ก็ยากพิสูจน์ว่าเป็นเพราะคนของรัฐขาดทักษะ ประสบการณ์ ไม่รู้เท่าทันจริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่ แต่ค่าโง่ป้องกันได้ถ้ารัฐเปิดเผยข้อมูล
 

          +++ เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ยังได้เสนอแนะทางออกว่า “เมกะโปรเจกต์” จะเกิดประโยชน์คุ้มค่าได้จริง ก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกเอกชน และการทำสัญญาต้องยึดกติกาที่โปร่งใส รัดกุม ชัดเจนระหว่างกัน คือ “รัฐ” ต้องรักษาเงื่อนไขที่จะควบคุม-แทรกแซงโครงการได้เมื่อจำเป็น ในขณะที่ “เอกชน” ก็ต้องมีความรับผิดชอบเต็มที่ต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการ ที่สำคัญอย่างมากคือ ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะเจ้าของประเทศ โดยรัฐต้องเป็นฝ่ายเชิญชวนสาธารณชนให้ช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ให้ใครบิดเบือนแทรกแซงได้ จึงจำเป็นที่รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อจะได้ช่วยกันติดตามตรวจสอบในฐานะเจ้าของเงินที่ไม่ควรเสียค่าโง่...
 

          +++ เจ็บปวดจากเรื่อง “ค่าโง่โฮปเวลล์” หันไปดูเรื่องการ “ปรับ.ครม.” ของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2/2” ว่ากันว่า กลางเดือน “สิงหาคม” นี้ “รัฐมนตรีใหม่” จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทนคนเก่าที่ลาออกไป โดยมีคนเก่าลาออกไป 6 คน คนใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ก็ต้องมี 6 คน “โผ ครม.”เบื้องต้น คือ  ไพรินทร์ ชูโชติถาวร เป็นตัวเต็งรองนายกรัฐมนตรี ปรีดี ดาวฉาย เป็นรมว.คลัง สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรมว.พลังงาน 3 คนแรกนี้ เป็น “คนนอก” ที่ถือเป็นโควต้ากลางของ “นายกฯลุงตู่”
 

          +++ อนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะได้นั่ง รมว.แรงงาน สมใจ หลังจาก “ลุงตู่”ต่อสายตรงถึง สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เพื่อขอแลกเปลี่ยนให้ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ไปนั่ง รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ซึ่ง สุเทพ ก็ยินยอมตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ขอ
 

          +++ เมื่อ “โผ ครม.” ลงล็อกดังนั้น แน่นอนว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร ก็ยังคงนั่งอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ตามเดิม อกหักจากเก้าอี้ รมว.พลังงาน อีกตามเคย ส่วน นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล เบื้องต้นรายชื่อหลุดโผ ครม. แต่ก็ยังอาจมี “พลิกโผ” เข้ามาได้ เพราะมีกระแสข่าวว่ามีการเจรจาขอคืน รมต.1 ตำแหน่ง จากพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ได้ไป 2 ตำแหน่ง ถ้าเจรจาสำเร็จ นฤมล ก็คงได้เป็น รมต.สมใจนึกอีกคน แต่ถ้าล้มเหลวก็ “แห้ว” ไป ...ก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชารัฐ ได้มีมติเสนอนายกฯ ให้พิจารณา “ปรับ ครม.” ใน 4 ตำแหน่งคือ สุริยะ เป็นรมว.พลังงาน อนุชา เป็นรมว.อุตสาหกรรม สุชาติ เป็น รมว.แรงงาน และ นฤมล เป็นรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้า “โผ ครม.” เป็นไปตามนี้ ก็หมายความว่า พลังประชารัฐ ขอมา 4 ตำแหน่ง ได้ไป 2 ตำแหน่ง ก็ถือว่า OK แล้ว

          +++ เจอฟันอีก 1 คดีสำหรับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพวก สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีเลขาธิการนายกฯ  นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรี พ่วง บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคจ จำกัด (มหาชน) เมื่อถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีมูลความผิดทางอาญา กรณี ยิ่งลักษณ์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกฯ อนุมัติและดำเนินการจัดนิทรรศการ การสัมมนา และการโฆษณาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ “โครงการ Roadshow สร้างอนาคตไทย Thailand 2020” โดยมิชอบ เพราะปรากฎว่าในการดำเนินการโครงการดังกล่าว มีการอนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น วงเงิน 40 ล้านบาท เพื่อจัดโครงการในจังหวัดหนองคายและนครราชสีมา ทั้งที่ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ยังไม่ผ่านสภาฯ อีกทั้งการจัดโครงการประชาสัมพันธ์ไม่ใช่ความเร่งด่วนที่จะต้องใช้งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น โดยบริษัท มติชนฯ เป็นผู้รับจ้างจัดโครงการดังกล่าว
 

          +++ ต่อมา สุรนันทน์ เวชชาชีวะ และ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ได้ร่วมกันอนุมัติหลักการจัดโครงการ Roadshow อีก 10 จังหวัด ที่เหลือ วงเงิน 200 ล้านบาท โดยตกลงแบ่งงานให้บริษัท มติชนฯ และบริษัท สยามสปอร์ตฯ บริษัทละ 5 จังหวัด ซึ่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจนถึงขั้นตอนการลงนามในหนังสือสั่งจ้างใช้เวลาดำเนินการเพียงวันเดียวเท่านั้น และพบว่าการลงนามในหนังสือสั่งจ้างได้กระทำไปก่อนที่ได้รับเงินประจำงวดจากสำนักงบประมาณ ทั้งที่ส่วนราชการทราบดีว่าการลงนามในหนังสือสั่งจ้างได้ ก็ต่อเมื่อสำนักงบประมาณได้แจ้งจัดสรรเงินงบประมาณ (ใบงวดงาน)มาให้แล้วเท่านั้น  ต่อมาภายหลังจึงมีการเสนอ ครม.ให้ยกเว้นการลงนามในหนังสือสั่งจ้างก่อนใบงวดงาน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตราขึ้นโดยมิใช่กรณีจำเป็นเร่งด่วน ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มีผลให้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นอันตกไป ทำให้โครงการต่าง ๆ ตามที่ได้ออกไป Roadshow มิได้เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด การใช้งบประมาณในโครงการ Roadshow จำนวน 240 ล้านบาท จึงเกิดความสูญเปล่า เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ป.ป.ช.จึงให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นพร้อมสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับ ยิ่งลักษณ์ และบุคคลที่เกี่ยงข้องต่อไป ...นี่ยังเป็นเพียงการชี้มูลของ ป.ป.ช. ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดยังเป็น “ผู้บริสุทธิ์” มีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป
 

          +++ ไปปิดท้ายกันที่ ด้วยโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เพื่อให้การอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงกำพร้าที่บิดามารดาเสียชีวิตจากโรคเอดส์ เด็กถูกล่วงละเมิด และเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 เป็นโรงเรียนประจำกินนอนโดยนักเรียนทุกคนได้เรียนฟรีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ปัจจุบันมีนักเรียน  450 คน แต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก จึงทำให้มีผู้บริจาคน้อยลง สายสม วงศาสุลักษณ์ ผู้ก่อตั้งและคณะกรรมการ จึงจะจัดงานแฟชั่นโชว์การกุศลขึ้น ภายใต้ชื่องาน “แม่จ๋า….หนูหิว”  ในวันเสาร์ที่ 8 ส.ค.2563 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ น้อยอัมพวา เพลส 192 ซอยสุขุมวิท 16 เขตคลองเตย กรุงเทพฯ รายได้จากการจัดงานโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ เป็นค่าอาหาร 3 มื้อ ค่าชุดนักเรียน ตลอดจนอุปกรณ์การเรียน การสอนต่างๆ ให้กับเด็กกำพร้า เด็กยากไร้ และเด็กด้อยโอกาสต่อไป รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ ปวีณ์ธิดา พันธ์ดี โทร.088-7573920