thansettakij
thansettakij
เมื่อ“แลนด์บริดจ์”ไม่ไปต่อ เมกะโปรเจ็กต์ใหม่ตอบโจทย์หรือไม่

เมื่อ“แลนด์บริดจ์”ไม่ไปต่อ เมกะโปรเจ็กต์ใหม่ตอบโจทย์หรือไม่

05 ส.ค. 69 | 07:25 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ส.ค. 69 | 07:31 น.

เมื่อ“แลนด์บริดจ์”’ไม่ไปต่อ เมกะโปรเจ็กต์ใหม่ตอบโจทย์หรือไม่ :บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,224

KEY

POINTS

  • รัฐบาลส่งสัญญาณทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ และเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานชุดใหม่ ที่เน้นความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว
  • ยุทธศาสตร์ใหม่มุ่งเน้น 4 โครงการสำคัญเพื่อสร้างโครงข่ายโลจิสติกส์ ได้แก่ การพัฒนาท่าเรือระนอง, การเชื่อมโยงระบบราง, การแก้ปัญหาคอขวดของถนน (Missing Links) และ การพัฒนาโครงข่ายรถไฟแนวเหนือ-ใต้
  • เป้าหมายหลักของโครงการใหม่ คือ การลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเมกะโปรเจ็กต์มูลค่ามหาศาล เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ หรือถึงเวลาที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะต้องให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากกว่า “ขนาดของโครงการ” 

คำถามนี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังรัฐบาลส่งสัญญาณทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ และหันไปให้นํ้าหนักกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานชุดใหม่ ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้รวดเร็ว สอดรับกับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง และข้อจำกัดด้านการลงทุนในปัจจุบัน

การเปลี่ยนทิศทางครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการยุติเมกะโปรเจ็กต์มูลค่ากว่าล้านล้านบาท หากแต่สะท้อนการปรับยุทธศาสตร์การลงทุนของประเทศ จากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพียงโครงการเดียว ไปสู่การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ ที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันด้านการค้า และ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ที่ทำให้ทุกการลงทุนต้องคำนึงถึงผลตอบแทนและความคุ้มค่ามากกว่าที่ผ่านมา

ยุทธศาสตร์ลงทุนชุดใหม่ของรัฐบาล จึงมุ่งให้นํ้าหนักกับ 4 เมกะโปรเจ็กต์สำคัญ ได้แก่ 

การพัฒนาท่าเรือนํ้าลึกระนองเพื่อยกระดับศักยภาพการค้าฝั่งอันดามัน 

การเชื่อมโยงระบบรางเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือกับพื้นที่เศรษฐกิจ 

การเร่งลงทุนโครงการ Missing Links เพื่อแก้ปัญหาจุดคอขวดของโครงข่ายถนนและระบบคมนาคม 

และ การพัฒนาโครงข่ายรถไฟแนวเหนือ-ใต้ เพื่อเชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้านและเส้นทางการค้าในภูมิภาค

ทั้ง 4 โครงการมีเป้าหมายร่วมกัน คือ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มากกว่าการเริ่มต้นนับหนึ่งกับโครงการขนาดใหญ่เพียงโครงการเดียว

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า 4 เมกะโปรเจ็กต์นี้ จะสามารถเดินหน้าได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถผลักดันให้แต่ละโครงการเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายเดียวได้จริงหรือไม่ เพราะหากต่างฝ่ายต่างดำเนินการ ขาดการบูรณาการ และ ไม่มีลำดับความสำคัญที่ชัดเจน โครงการเหล่านี้ก็อาจกลายเป็นเพียงการลงทุนรายชิ้น ที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เต็มศักยภาพ

ในเวลาเดียวกัน ภาครัฐยังมีคำถามที่ต้องตอบต่อสังคม ทั้งกรอบวงเงินลงทุน แหล่งเงินทุน ระยะเวลาดำเนินงาน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และ ตัวชี้วัดความสำเร็จของแต่ละโครงการ รวมถึงบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมลงทุน

เพราะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่เพียงการใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่คือ การลงทุนเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ความชัดเจน โปร่งใส และความต่อเนื่องของนโยบาย จึงมีความสำคัญไม่แพ้ตัวโครงการเอง

การทบทวนแลนด์บริดจ์ จึงไม่ใช่บทสรุปของเมกะโปรเจ็กต์ไทย หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของบททดสอบครั้งใหม่ว่า ประเทศไทยจะเลือกลงทุนเพื่อสร้าง “โครงการที่ใหญ่ที่สุด” หรือ “โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างประโยชน์ได้มากที่สุด”

ท้ายที่สุด สิ่งที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่วงเงินลงทุนหรือขนาดของเมกะโปรเจ็กต์ แต่คือ ความสามารถของทุกโครงการในการลดต้นทุน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,224 วันที่ 6 -8 สิงหาคม พ.ศ. 2569