thansettakij
thansettakij
โดนแฮก มุกยอดฮิตจาก Bitkub ถึง Coldcard Wallet

โดนแฮก มุกยอดฮิตจาก Bitkub ถึง Coldcard Wallet

07 ส.ค. 69 | 05:40 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ส.ค. 69 | 05:58 น.

โดนแฮก มุกยอดฮิตจาก Bitkub ถึง Coldcard Wallet : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • นำเสนอทฤษฎีว่าการอ้างว่า "โดนแฮก" อาจเป็นกลอุบายของคนในบริษัทคริปโทฯ เพื่อนำเงินของลูกค้าไปใช้ปั่นราคาเหรียญ
  • กลไกคือ การใช้เงินที่อ้างว่าถูกขโมยไปสร้างแรงซื้อเพื่อดึงดูดนักลงทุนรายย่อย ก่อนจะเทขายทำกำไรมหาศาลเมื่อราคาพุ่งสูง
  • หลังจากทำกำไรแล้วจะนำเงินต้นกลับมาคืนระบบ โดยบทความได้อ้างอิงถึงกรณีของ Bitkub เพื่อตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

ในคอลัมน์ของเจ๊เมาธ์ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เจ๊พูดถึงเรื่องของ Cyber Security ที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นและการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกิดขึ้นในประเทศ แต่ยังไม่ทันไร พอถึงวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา วงการคริปโทฯ ทั่วโลกก็ต้องตกตะลึงอีกรอบ

เมื่อแฮกเกอร์แอบเจาะระบบขโมย Bitcoin ไปได้มากกว่า 1,000 เหรียญ คิดเป็นเงินกลมๆ ราว 70 ล้านดอลลาร์ แถมกวาดเงินจากกระเป๋าเหยื่อไปกว่า 1,196 บัญชี โดยใช้เวลาเพียงแค่ 41 นาทีเท่านั้น เรื่องนี้ทำเอาเจ๊เมาธ์ต้องเกิดคำถามขึ้นมาทันที

 

คำถามแรกเลยก็คือ... ขนาดระบบที่เขาว่ากันว่าปลอดภัยและหนาแน่นที่สุดในโลกยังโดนเจาะจนพังได้ แล้วนักลงทุนตัวเล็กๆ อย่างเราจะเหลืออะไรให้เชื่อมั่น และสิ่งที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นคือ ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง เงินก้อนโตระดับพันล้านแบบนี้ มันอันตรธานหายไปไหนกันแน่!

จริงๆ ในโลกของบล็อกเชน เราสามารถตามรอยเส้นทางการโอนเงินได้ทั้งหมดก็จริง แต่การ “เห็นเส้นทาง” ไม่ได้แปลว่าจะ “จับตัวคนรับปลายทาง” ได้เสมอไป และมันยากมากๆ ที่จะรู้ว่าเงินที่ขโมยไปนั้นถูกนำไปใช้ทำอะไรต่อกันแน่

แน่นอนว่าทางเดินส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นเรื่องการฟอกเงิน กระจายเหรียญแยกย่อยไปหลายๆ กระเป๋า หรือแอบเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นตามมุกเดิมๆ ที่ผู้รับหน้าที่ตรวจสอบคุ้นเคย

แต่ในวงการคริปโทฯ เอง ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มักจะมีคนแอบตั้งข้อสงสัยถึง “บทละครสมมติ” อยู่เรื่อยๆ ว่า เงินที่อ้างว่าโดนแฮกไปนั้น จริงๆ แล้วถูกแอบเอาไปใช้สร้างแรงซื้อปั่นราคาเหรียญบางตัวหรือไม่ หรือใครจะไปรู้ได้ว่าพอปั่นราคาจนพุ่งกระฉูดตามกระแสตลาดแล้ว ค่อยทยอยเทขายโกยกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองทีหลัง

ลองสมมติว่า มีคนดูแลระบบหรือผู้บริหารในบริษัทคริปโทฯ บางคนที่สามารถแอบคุมพอร์ตเงินของลูกค้าได้ แล้วใช้มุกยอดฮิตอ้างว่า “ระบบโดนแฮก” เริ่มจากเนียนเอาเงินลูกค้าออกมาสัก 1,700 ล้านบาท แล้วเอาเงินก้อนนี้ไปกดซื้อเหรียญของตัวเอง เพื่อปั่นกราฟให้ราคาพุ่งสูงขึ้น พอกราฟสวย คนก็คิดว่าเหรียญนี้ดีจริง ล่อให้เหล่านักลงทุนรายย่อย เกิดความโลภ ถึงขั้นไปกู้หนี้ยืมสินมาแห่ซื้อตาม

พอกระแสมาเต็มที่ ราคาวิ่งไปไกล ลองคิดดูว่าถ้าเอาเงิน 1,700 ล้านบาท ที่อ้างว่าโดนแฮก ไปช้อนซื้อเหรียญตัวเองตอนราคา 30 บาท จะได้เหรียญมาประมาณ 56 ล้านเหรียญ แล้วก็นั่งยิ้มรอให้เม่าเข้ามาช่วยกันดันราคาจนพุ่งไปถึง 500 บาท พอได้ที่ก็จัดการเทขายใส่หน้าเม่า ฟันเงินกลับมาได้มหาศาลถึง 28,000 ล้านบาท!

หลังจากรวยถ้วนหน้าแล้ว ก็นำเงินต้น 1,700 ล้านบาท กลับไปคืนในระบบตรงจุดที่เคยอ้างว่าโดนแฮก เหมือนในหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่แอบเอามณีเวลากลับไปคืนไทม์ไลน์เดิม... ทำเนียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ระบบกลับมาปลอดภัย ตัวเองกับพวกพ้องรวยสะดือโบ๋ ส่วนเม่าก็นั่งร้องไห้ติดดอยอยู่คนเดียว!

เจ๊เมาธ์ขอย้ำตรงนี้ชัดๆ อีกรอบนะคะว่า เรื่องนี้เป็นแค่ "เรื่องสมมติ" และเสียงคุยกันในวงเหล้าของคนในวงการเท่านั้น ยังไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันว่าเกิดขึ้นจริง แต่ในเมื่อเงินระดับพันล้านสามารถโอนข้ามประเทศและเปลี่ยนมือได้ในเวลาไม่กี่นาที คำถามและความระแวงแบบนี้มันก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้จริงๆ ค่ะ 

ยิ่งพอย้อนกลับไปมองกรณีของ Bitkub ที่เคยมีปัญหาเรื่อง Cyber Security จน ก.ล.ต. ต้องเข้ามาจัดการ ก็ยิ่งทำให้สังคมสงสัยหนักขึ้นไปอีกว่า เวลาเกิดเหตุผิดปกติขึ้นมา ระบบคุมภายใน การดูแล และการพูดความจริงกับคนทั่วไป มันมีความโปร่งใสมากพอหรือยัง...

แม้ตอนนี้จะยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า มีการเอาเงินที่หายไปปั่นราคาเหรียญจริงไหม หรือเกี่ยวข้องกับใครบ้าง แต่ความสงสัยก็ยังติดอยู่ในใจคนอยู่ดี 

อีกเรื่องที่เจ๊เมาธ์อดสงสัยไม่ได้เลยคือ เวลาเกิดวิกฤตทีไร หลายบริษัทมักจะรีบออกมาจัดแคมเปญการตลาด หรือ หาเรื่องใหม่ๆ มาพูดจนกลายเป็นกระแสในโซเชียล การออกมาสื่อสารกับสังคมมันเป็นเรื่องที่ดีค่ะ ถ้าทำด้วยความจริงใจและเปิดเผยเรื่องจริงทั้งหมด แต่ถ้าการสร้างกระแสทำไปเพื่อดึงความสนใจของคนให้ออกห่างจากคำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบ เรื่องนี้เหล่านักลงทุนก็ต้องคิดดีๆ

อย่าลืมว่าทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ "เรื่องเล่า" สามารถสร้างมูลค่าให้เหรียญได้อย่างมหาศาล บางครั้งราคาวิ่งพุ่งแรงเพราะคนคาดหวัง มากกว่าราคาจริงตามธรรมชาติ บางครั้งกระแสในโลกโซเชียลมีพลังมากกว่าผลประกอบการจริงซะอีก

ดังนั้น สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่แฮกเกอร์ แต่คือ วันที่คนเทรดเลิกตั้งคำถามต่างหาก

เพราะถ้าวันหนึ่งสังคมคิดไปเองว่า "เงินหายในโลกคริปโทฯ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา" ประมาณว่า "โดนแฮกเดี๋ยวเขาก็ออกมาชี้แจงเองแหละ" หรือ "เดี๋ยวก็มีข่าวใหม่มากลบข่าวเก่าไปเอง" สปิริตและความรับผิดชอบของบริษัทต่างๆ ก็คงค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ตลาดหุ้นและตลาดคริปโทฯ ต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำยุค หรือ สินค้าการลงทุนแปลกๆ ใหม่ๆ แต่คือ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ ความรับผิดชอบต่อเงินของนักลงทุนนั่นเองเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์